TOYOTA งานเข้าในสหรัฐฯ เจอฟ้องกลุ่มผลักภาระภาษีให้ลูกค้า มูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านบาท

Toyota งานเข้า! เจอฟ้องแบบกลุ่ม ข้อหาผลักภาระ “ภาษีศุลกากร” แสนล้านให้ลูกค้า แฉอาจต้องคืนเงินหากชนะคดีรัฐบาลสหรัฐฯ
กลยุทธ์การตั้งราคาของยักษ์ใหญ่ยานยนต์อย่าง Toyota (โตโยต้า) กำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่สุ่มเสี่ยงและน่าอึดอัดใจ หลังจากถูกฟ้องร้องในคดีความคดีใหม่ โดยถูกกล่าวหาว่าผลักภาระค่าใช้จ่ายด้านภาษีศุลกากร (Tariffs) มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ไปให้ผู้บริโภคแบกรับ ทั้ง ๆ ที่เงินจำนวนนี้อาจได้รับคืนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในอนาคต
คำฟ้องแบบกลุ่ม (Class Action) ซึ่งยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า Toyota ได้ปรับขึ้นราคารถยนต์และชิ้นส่วนนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากมาตรการภาษีภายใต้กฎหมายใช้อำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act หรือ IEEPA) เริ่มมีผลบังคับใช้ ทว่าในปัจจุบัน มาตรการภาษีดังกล่าวกำลังเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายและมีแนวโน้มว่าจะถูกยกเลิก ซึ่งหมายความว่า Toyota อาจได้เงินภาษีเหล่านี้คืนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ทางโจทก์จึงออกมาเรียกร้องว่า “ผู้ซื้อรถยนต์ควรมีส่วนแบ่งในเงินที่จะได้รับคืนนี้ด้วย”
เจาะลึกคำฟ้อง เม็ดเงินเกือบ 3 แสนล้านบาท ใครต้องจ่าย?
รายงานจากสื่อยานยนต์ชื่อดังอย่าง Car Complaints ระบุว่า คดีนี้ถูกริเริ่มโดย Ananias Cornejo ชาวรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นตัวแทนผู้บริโภคที่โต้แย้งว่า ลูกค้าต้องจ่ายเงินซื้อรถในราคาที่สูงขึ้นเกินจริงเพราะต้นทุนผู้นำเข้าเหล่านี้ โดยในคำฟ้องมีการอ้างอิงข้อมูลที่น่าตกใจ ดังนี้:
- มูลค่าภาษีที่แบกรับ Toyota ได้ดูดซับค่าใช้จ่ายด้านภาษีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และเม็กซิโก เป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็นเงินไทยสูงถึง 294,570,000,000 บาท) จากนั้นจึงได้ผลักภาระส่วนใหญ่มาให้ผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคาขาย
- กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ: การฟ้องร้องนี้ครอบคลุมถึงชาวอเมริกันทุกคนที่ซื้อหรือเช่าซื้อ (Lease) รถยนต์ Toyota รุ่นที่เข้าข่ายในช่วงระหว่างกุมภาพันธ์ 2025 ถึง กุมภาพันธ์ 2026
- ความไม่โปร่งใส: ทีมทนายความผู้อยู่เบื้องหลังคดีนี้อ้างว่า ทาง Toyota ยังไม่มีการแสดงท่าทีหรือส่งสัญญาณใด ๆ ว่าจะคืนเงินชดเชยให้แก่ลูกค้า หากบริษัทได้รับเงินคืนภาษีจากรัฐบาลในท้ายที่สุด
ข้อสังเกต: แม้ว่าค่ายรถยนต์ต่าง ๆ จะมีการปรับขึ้นราคาขาย (MSRP) อยู่เป็นประจำด้วยเหตุผลด้านต้นทุนวัตถุดิบหรือกลไกตลาด แต่การพิสูจน์ความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่าง “การขึ้นราคาหน้าป้าย” กับ “มาตรการภาษีศุลกากร” อาจเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าการเบียดตัวเข้าไปนั่งที่เบาะหลังของรถสปอร์ต Toyota GR86 เสียอีก
Advertisement Advertisement
กรณีศึกษา: Toyota Sequoia ราคาพุ่งพรวดกว่า 5 หมื่นบาท
หากย้อนดูประวัติการตั้งราคา จะพบว่าการปรับขึ้นราคาของ Toyota บางรุ่นนั้นค่อนข้างสูงจนผิดสังเกต ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ รถเอสยูวีขนาดใหญ่ Toyota Sequoia รุ่นปี 2026 (MY26) ที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นถึง 1,600 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 52,368 บาท) เมื่อเทียบกับรุ่นปี 2025
อย่างไรก็ตาม Toyota ค่อนข้างระมัดระวังอย่างมากในการแถลงข่าวต่อสาธารณะ โดยหลีกเลี่ยงที่จะโยนความผิดให้กับการจัดเก็บภาษีศุลกากร แต่เลือกที่จะชี้แจงว่าการปรับราคาเพิ่มขึ้นในรถยนต์หลาย ๆ รุ่นนั้น เป็นเพียง “ส่วนหนึ่งของการทบทวนและประเมินราคารถยนต์ตามปกติ” เท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ค่ายรถยนต์คู่แข่งรายอื่น ๆ ก็แอบขึ้นราคาอย่างเงียบ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นการเมืองที่ร้อนแรงเรื่องภาษีเช่นกัน จะมีก็เพียงบางแบรนด์อย่าง Porsche (ปอร์เช่) ที่ออกมายอมรับตรง ๆ อย่างเปิดเผยว่า บริษัทคาดหวังให้ลูกค้าจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยรับมือกับภาระภาษีนำเข้ารถยนต์ของพวกเขา
นโยบายการค้าทรัมป์ พ่นพิษทำ Toyota อเมริกาเหนือขาดทุนยับ
แม้จะมีการผลักภาระด้วยการขึ้นราคารถเพื่อชดเชยต้นทุนภาษีแล้วก็ตาม แต่ธุรกิจของ Toyota ในภูมิภาคอเมริกาเหนือก็ยังคงได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากกลยุทธ์ทางการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ข้อมูลจากสำนักข่าว WardsAuto เปิดเผยว่า มาตรการกำแพงภาษีดังกล่าวได้ล้างบางผลกำไรในภูมิภาคอเมริกาเหนือของ Toyota จนหมดสิ้นในปีกำบประมาณ 2026 ส่งผลให้ Toyota ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนจากการดำเนินงาน (Operating Loss) สูงเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 65,460,000,000 บาท)
สรุปมุมมอง ผู้บริโภคจะได้เงินคืนจริงไหม?
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามที่ว่าผู้ซื้อรถจะได้รับเงินคืนแม้เพียงเซนต์เดียวหรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องของอนาคต เพราะต่อให้ศาลศุลกากรตัดสินใจบังคับให้รัฐบาลคืนเงินภาษีแก่ Toyota จริง การจะเปลี่ยนเงินก้อนนั้นให้กลายเป็นเช็คเงินสดส่งตรงถึงมือลูกค้าหลายล้านคนในทางปฏิบัติ ถือเป็น “ฝันร้ายทางกฎหมายและโลจิสติกส์” ที่ซับซ้อนมหาศาล และ ณ เวลานี้ คนกลุ่มเดียวที่น่าจะหัวเราะได้อย่างมีความสุขที่สุดจนเดินไปธนาคารไม่ถูก ก็คงหนีไม่พ้น “ทีมทนายความ” ของทั้งสองฝ่ายนั่นเอง
