ไทยซัมมิทอาจขายกิจการ วิเคราะห์เชิงลึกต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ EV

ไทยซัมมิทอาจขายกิจการ วิเคราะห์เชิงลึกต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ EV
Spread the love
Advertisement Advertisement

ไทยซัมมิทอาจขายกิจการ วิเคราะห์เชิงลึกต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ EV

ข่าวการที่ Thai Summit Group กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการขายกิจการ นับเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะในช่วงที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเร่งเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ทั่วโลก

ด้านล่างคือการวิเคราะห์เชิงลึกใน 4 มิติหลัก: โครงสร้างธุรกิจ, แรงกดดันจาก EV, ประเด็นครอบครัวธุรกิจ, และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย

ภาพรวมดีลที่อาจเกิดขึ้น

ตามข้อมูลจากแหล่งข่าว ไทยซัมมิทกำลังอยู่ในช่วงหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการขายกิจการ โดยมีการประเมินมูลค่าที่อาจอยู่ระหว่าง 1.5–2.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ยังไม่มีการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอย่างเป็นทางการ แต่ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกได้เริ่มนำเสนอแนวทางแก่ครอบครัวผู้ถือหุ้นแล้ว

ผู้ซื้อที่ถูกเสนอชื่อในเชิงแนวคิด ได้แก่

  • CVC Capital Partners

  • Warburg Pincus

  • Blackstone Inc.

ซึ่งล้วนเป็นกองทุน Private Equity ขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์ลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตและซัพพลายเชนระดับโลก

ในเชิงตัวเลข ไทยซัมมิทมีรายได้ต่อปีมากกว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ และ EBITDA มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์ พร้อมฐานพนักงานกว่า 20,000 คน และโรงงานในหลายประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier-1 รายใหญ่ที่สุดของภูมิภาค

แรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า

การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาป (ICE) ไปสู่ EV ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ แต่ส่งผลโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วน ชิ้นส่วนจำนวนมากในรถ ICE เช่น ระบบไอเสีย เครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง มีความสำคัญลดลงใน EV ขณะที่ความต้องการย้ายไปสู่:

  • ระบบแบตเตอรี่

  • มอเตอร์ไฟฟ้า

  • อิเล็กทรอนิกส์กำลัง (power electronics)

  • ซอฟต์แวร์ควบคุม

ผู้ผลิตชิ้นส่วนแบบดั้งเดิมจึงเผชิญ margin pressure และต้องลงทุนสูงเพื่อปรับสายการผลิต

Advertisement Advertisement

ในบริบทของไทย ยอดขายรถยนต์ปี 2568 เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสองปี โดย EV คิดเป็นประมาณ 45% ของยอดส่งมอบ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่รวดเร็ว ขณะที่การผลิตปี 2569 คาดว่าจะอยู่ราว 1.5 ล้านคัน

สำหรับไทยซัมมิท การแข่งขันในตลาด EV ทำให้การประเมินมูลค่าปัจจุบันต่ำกว่าที่เคยมีการประเมินไว้ในปี 2567 ซึ่งเคยสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์

มิติครอบครัวธุรกิจและการสืบทอดกิจการ

ไทยซัมมิทเป็นธุรกิจครอบครัวที่ก่อตั้งโดย พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ และเติบโตเป็นหนึ่งในเสาหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

หลังการถึงแก่อสัญกรรมของผู้ก่อตั้งในปี 2545 ประเด็นการสืบทอดกิจการกลายเป็นความท้าทาย ธนาคารที่เกี่ยวข้องมองว่าการขายกิจการอาจเป็นทางออกเชิงกลยุทธ์ โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจครอบครัวในเอเชียจำนวนมากกำลังเผชิญโจทย์รุ่นเปลี่ยนผ่าน (generational transition)

ประเด็นนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นจากบริบททางการเมือง โดยสมาชิกบางส่วนของครอบครัวเคยเชื่อมโยงกับ พรรคก้าวไกล ซึ่งถูกยุบในปี 2567 และช่วงเวลาของดีลยังใกล้กับการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

หากดีลเกิดขึ้นจริง จะมีผลเชิงโครงสร้างต่อ ecosystem ยานยนต์ไทย:

1. การไหลเข้าของทุนต่างชาติ Private equity ระดับโลกอาจเร่งการลงทุนในเทคโนโลยี EV และการปรับโครงสร้างองค์กร

2. การยกระดับเทคโนโลยี อาจเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตใหม่ เพื่อแข่งขันใน supply chain โลก

3. ความเสี่ยงด้านการจ้างงาน การปรับโครงสร้างหลังการเข้าซื้ออาจกระทบแรงงานบางส่วน แม้ระยะยาวอาจสร้างงานทักษะสูงเพิ่มขึ้น

4. สัญญาณต่อผู้ผลิตรายอื่น ดีลนี้อาจเป็น precedent ให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายอื่นพิจารณาพันธมิตรหรือการควบรวมกิจการ

บทสรุปเชิงกลยุทธ์

การพิจารณาขายกิจการของไทยซัมมิทไม่ใช่เพียงดีลธุรกิจธรรมดา แต่สะท้อน megatrend ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก:

  • การเปลี่ยนผ่านสู่ EV

  • การรวมศูนย์ทุนใน supply chain

  • ความท้าทายของธุรกิจครอบครัวรุ่นเปลี่ยนผ่าน

  • ความไม่แน่นอนทางการเมือง

แม้การหารือยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและอาจไม่จบลงด้วยการขายจริง แต่กรณีนี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าผู้เล่นดั้งเดิมในอุตสาหกรรมกำลังต้องตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่

bloomberg

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้