น้ำมันสำรองของแต่ละประเทศ อยู่ได้กี่วัน? ไทย 61 วัน ญี่ปุ่น 254 วัน สหรัฐฯ 150-180 วัน

น้ำมันสำรองของแต่ละประเทศ อยู่ได้กี่วัน? ไทย 61 วัน ญี่ปุ่น 254 วัน สหรัฐฯ 150-180 วัน
Spread the love
Advertisement Advertisement

น้ำมันสำรองพร้อมใช้ (SPR) คืออะไร ทำไมหลายประเทศต้องมี และเกี่ยวอะไรกับราคาน้ำมันในวันที่โลกผันผวน

“น้ำมันสำรองของแต่ละประเทศ อยู่ได้กี่วัน?”

  • ญี่ปุ่น 254 วัน
  • สหรัฐฯ 150–180 วัน
  • เกาหลีใต้ 90–100 วัน
  • จีน 90 วัน (เป้า 180 วัน)
  • สิงคโปร์ 90 วัน
  • อินเดีย 74 วัน
  • มาเลเซีย 70–80 วัน
  • ไทย 61 วัน
  • อินโดนีเซีย 30–40 วัน
  • ฟิลิปปินส์ 30 วัน
  • เวียดนาม 20–30 วัน
  • กัมพูชา 20–30 วัน
  • ลาว 10–20 วัน

เวลาข่าวต่างประเทศพูดถึง “ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง” หรือ “แตะ SPR” หลายคนจะนึกว่าเป็นน้ำมันของปั๊ม หรือสต๊อกของโรงกลั่น แต่จริง ๆ แล้ว “SPR” คือเครื่องมือด้านความมั่นคงพลังงานที่รัฐใช้รับมือเหตุฉุกเฉินระดับประเทศและระดับโลก เป็นเหมือน “กันชน” ที่ออกแบบมาให้เอาไว้ใช้เมื่อซัพพลายสะดุดหนัก หรือราคาพุ่งจนกระทบเศรษฐกิจ

SPR คืออะไร

SPR ย่อมาจาก Strategic Petroleum Reserves หมายถึง “คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์” ที่รัฐจัดเก็บไว้ล่วงหน้า โดยมากเป็นน้ำมันดิบ (บางประเทศมีสำรองเป็นน้ำมันสำเร็จรูปด้วย) เพื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น สงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติ การปิดเส้นทางขนส่ง หรือเหตุหยุดชะงักของกำลังการผลิตและการกลั่น

หัวใจสำคัญของ SPR ไม่ใช่การ “เก็บเพื่อขายทำกำไร” แต่เป็น “เก็บเพื่อให้ปล่อยได้ทัน” เมื่อระบบพลังงานเกิดแรงกระแทก

ทำไม SPR ถึงสำคัญ

  1. ความมั่นคงทางพลังงาน โลกปัจจุบันยังพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและโลจิสติกส์สูงมาก แม้ประเทศจะมี EV เพิ่มขึ้น แต่รถบรรทุก เรือ เครื่องบิน และอุตสาหกรรมจำนวนมากยังต้องใช้น้ำมัน หากการนำเข้าหยุดชะงัก แม้แค่ช่วงสั้น ๆ ก็เสี่ยงต่อการขาดแคลนและกระทบซัพพลายเชนทั้งระบบ

  2. เสถียรภาพราคาและความเชื่อมั่นตลาด บางครั้งตลาด “ขึ้นราคา” เพราะความเสี่ยง มากกว่าการขาดแคลนจริง การประกาศว่ารัฐมี SPR และพร้อมปล่อยน้ำมันสามารถลดแรงตื่นตระหนก ทำให้พรีเมียมความเสี่ยง (risk premium) ในราคาน้ำมันลดลงได้

  3. เครื่องมือเชิงนโยบายในวิกฤต SPR เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐเลือกใช้ได้ทันที เพราะไม่ต้องรอสร้างโรงกลั่นใหม่ ไม่ต้องรอเพิ่มกำลังผลิตในบ่อ ต้องแค่ “ปล่อย” จากที่เก็บไว้แล้ว และทำให้ตลาดมีซัพพลายชดเชยช่วงที่ระบบสะดุด

มาตรฐาน “ต้องมีสำรองกี่วัน” มาจากไหน

ประเทศสมาชิก IEA (International Energy Agency) มีพันธะต้องถือครองสต๊อกน้ำมันเทียบเท่าอย่างน้อย 90 วันของการนำเข้าน้ำมันสุทธิ และต้องพร้อมตอบสนองร่วมกันเมื่อเกิดการหยุดชะงักรุนแรงระดับโลก

ในยุโรปยังมีกรอบกฎหมายที่ใช้หลักใกล้เคียงกัน โดยกำหนดให้ถือครองขั้นต่ำเทียบเท่า 90 วันของการนำเข้าเฉลี่ย หรือ 61 วันของการบริโภคภายใน (ยึดค่าที่สูงกว่า) เก็บไว้ที่ไหน เก็บแบบไหน ถึงเรียกว่า “พร้อมใช้”  รูปแบบการเก็บแตกต่างตามภูมิประเทศ โครงสร้างตลาด และต้นทุน แต่แนวคิดเหมือนกันคือ “ปล่อยได้เร็ว” และ “เก็บได้มาก”

กรณีศึกษาที่คนพูดถึงมากที่สุดคือสหรัฐฯ

สหรัฐมี SPR ที่เป็นของรัฐบาลกลาง เก็บในโพรงเกลือใต้ดินขนาดใหญ่ตามแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก ซึ่งมีข้อดีเรื่องต้นทุนต่อบาร์เรลต่ำ ปลอดภัย และเหมาะกับการเก็บปริมาณมหาศาล โดยกระทรวงพลังงานสหรัฐอธิบายว่า SPR ของสหรัฐเก็บในโพรงเกลือใต้ดิน 4 แห่ง และมีความจุที่ได้รับอนุมัติราว 714 ล้านบาร์เรล

เมื่อเกิดวิกฤต สหรัฐและประเทศพันธมิตรสามารถ “ปล่อย” น้ำมันจาก SPR เข้าสู่ตลาดเพื่อบรรเทาผลกระทบ ซึ่งในอดีตถูกใช้หลายครั้ง เช่น ช่วงสงคราม/ความขัดแย้งหรือช็อกด้านซัพพลาย

SPR ต่างจาก “สต๊อกน้ำมันของเอกชน” อย่างไร คนมักสับสนระหว่าง 2 อย่างนี้

  1. SPR หรือ Strategic Reserve เป็นสต๊อกเชิงยุทธศาสตร์ ใช้ยามวิกฤต มีหลักเกณฑ์การอนุมัติการปล่อยที่ชัดเจน และเป้าหมายคือความมั่นคงระบบ

    Advertisement Advertisement
  2. Commercial Stock หรือสต๊อกพาณิชย์ เป็นสต๊อกที่โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน หรือผู้ประกอบการถือไว้เพื่อการดำเนินธุรกิจและรองรับอุปสงค์ปกติ บางประเทศมีกฎหมายกำหนดขั้นต่ำให้เอกชนต้องถือสต๊อก เพื่อให้ระบบมีบัฟเฟอร์ในตัว แม้ไม่มีการ “เก็บของรัฐ” แบบใหญ่โต

หลายประเทศใช้ “ผสมกัน” คือมีทั้งสต๊อกที่รัฐถือเอง และสต๊อกขั้นต่ำที่เอกชนต้องถือ

แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในภาพนี้

ประเทศไทยมีระบบ “สำรองน้ำมัน” ในภาพรวม แต่รูปแบบไม่เหมือนสหรัฐที่มี SPR แบบโพรงเกลือขนาดยักษ์ ประเทศไทยพึ่งพากลไกสำรองในระบบและมาตรการด้านความมั่นคงพลังงาน เช่น การติดตามระดับน้ำมันคงเหลือในประเทศและน้ำมันระหว่างขนส่ง รวมถึงกติกาการถือครองสต๊อกขั้นต่ำในฝั่งผู้ประกอบการ

ในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดล่าสุด หน่วยงานรัฐไทยสื่อสารตัวเลขสำรองแบบแยก “คงเหลือในประเทศ” และ “ระหว่างขนส่ง” โดยข้อมูลทางการระบุ ณ 1 มีนาคม 2569 น้ำมันคงเหลือ (ดิบและสำเร็จรูป) เพียงพอราว 38 วัน และเมื่อนับรวมปริมาณระหว่างขนส่งจะรวมได้ราว 61 วัน

หมายเหตุเชิงทำความเข้าใจ

ตัวเลข “กี่วัน” ที่เห็นในข่าว เป็นตัวชี้วัดเชิงปฏิบัติการว่าระบบรองรับได้แค่ไหนภายใต้สมมติฐานการใช้ในประเทศและการเติมสต๊อกตามปกติ ไม่ได้แปลว่า “จะใช้ได้เท่านี้แน่นอน” เพราะสถานการณ์จริงขึ้นกับการนำเข้า การกลั่น การขนส่ง และมาตรการรัฐในช่วงเวลานั้น

SPR ทำงานอย่างไรเมื่อเกิดวิกฤต เมื่อเกิดช็อกด้านซัพพลายหรือความเสี่ยงสูงมาก กลไกที่รัฐมักใช้ร่วมกันจะมี 3 ชั้น

ชั้นที่ 1 สื่อสารความมั่นคงและสต๊อกจริง ลดความตื่นตระหนก ป้องกันการกักตุน และทำให้ตลาดรู้ว่ามีบัฟเฟอร์เพียงพอ

ชั้นที่ 2 ปรับโลจิสติกส์และข้อกำกับ เช่น ปรับเส้นทางนำเข้า เพิ่มความถี่เรือ เปลี่ยนสเปกน้ำมันดิบที่รับได้ เพิ่มการผลิตบางชนิดในโรงกลั่น หรือจัดลำดับความสำคัญการใช้งาน

ชั้นที่ 3 ปล่อยน้ำมันสำรอง
ถ้ารุนแรงจริง จึงปล่อยจากคลังสำรองหรือใช้มาตรการที่ทำให้มีซัพพลายเข้าสู่ตลาดในระยะสั้น เพื่อชดเชยส่วนที่หายไปหรือกดแรงกระเพื่อมราคา

เกี่ยวอะไรกับข่าว “ช่องแคบฮอร์มุซ” และราคาน้ำมัน

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นคอขวดการขนส่งพลังงานโลก ถ้าความเสี่ยงปิดเส้นทางสูง ราคาน้ำมันมักขึ้นทันทีจากความกังวล แม้ซัพพลายจะยังไม่หายไปทั้งหมด ดังนั้นการมี SPR และการประกาศความพร้อมปล่อยสำรอง จึงช่วย “ตัดไฟแต่ต้นลม” ลดแรงคาดการณ์เชิงลบของตลาด และทำให้ผู้ใช้ปลายน้ำไม่ตื่นตระหนก


ข้อมูลอัพเดท 1 มีนาคม 2569 เกี่ยวกับสุขภาพการเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย กลับมา “เป็นบวก” ได้แค่ 2,459 ล้านบาท หลังจากที่ติดลบตัวแดงมานานหลายปี พูดง่ายๆ คือเพิ่งเริ่มมีเงินเก็บในกระเป๋านิดเดียวเองครับ

ตัวเลข 2,000 ล้านบาทอาจดูเหมือนมหาศาล แต่เมื่อประเทศไทยใช้น้ำมันดีเซลรวมกันวันละกว่า 60-70 ล้านลิตร การจ่ายชดเชยลิตรละ 4 บาทกว่า หมายความว่ากองทุนฯ กำลังเผาผลาญเงินทิ้งไปเกือบ 300 ล้านบาทในทุกๆ วัน นี้ยังไม่รวมของเบนซิน

เจอ “ศึกหนัก” ทันทีที่ลืมตาอ้าปากได้

พอมีเงินเก็บปุ๊บ ราคาน้ำมันโลกก็พุ่งพรวด (จากสถานการณ์อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ) ทำให้ต้นทุนจริงดีเซลพุ่งไปที่ 34.14 บาท

ปั๊มเอกชน (เชลล์/คาลเท็กซ์): เขาไม่มีเงินถุงเงินถังมาช่วยจ่ายส่วนต่างให้เรา เขาจึงต้องขึ้นราคาตามต้นทุนจริงทันที

ปั๊มรัฐ (ปตท./บางจาก): รัฐบาลสั่งให้ “ควักเงินเก็บ 2,400 ล้าน” ก้อนนั้นออกมาจ่ายแทนประชาชนไปก่อน เพื่อตรึงราคาไว้ที่ 29.99 บาท

เงินก้อนนี้จะ “หมดไวมาก”

ส่วนต่าง 4 บาทกว่าๆ ต่อลิตรที่รัฐช่วยจ่ายแทนเราอยู่นี้ เมื่อคูณกับปริมาณการใช้ของคนทั้งประเทศ เงิน 2,400 ล้านบาทจะ “ละลายหายไป” ในเวลาไม่เกิน 7-10 วัน ครับ นี้ยังไม่รวมเบนซินที่ควักเงินไปอุดหนุน ถ้าประมาณการณ์ น่าจะตรึงได้ไม่น่าเกิน 5-6 วัน หากไม่มีการอุดหนุนเพิ่มเติม

ตอนนี้รัฐบาลกำลังใช้ “เงินเฮือกสุดท้าย” ในกองทุนฯ มายื้อราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท เพื่อรอคอยให้สถานการณ์โลกคลี่คลาย แต่ถ้าภายในอาทิตย์หน้าค่าน้ำมันโลกยังไม่ลดลง รัฐบาลก็ “หมดตัว” และจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาดีเซลไหลขึ้นไปแตะ 34 บาทตามปั๊มเอกชนแน่นอนครับ

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้