ยังแกร่ง TESLA MODEL Y ตำแหน่งรถไฟฟ้าขายดีสุดในโลก 53,074 คัน มกราคม 2026



ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลก มกราคม 2026 (การเปลี่ยนผ่านและผู้ท้าชิงหน้าใหม่)
ยอดจดทะเบียนรถยนต์เสียบปลั๊ก (Plugin) ทั่วโลกในเดือนมกราคม ลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยปิดยอดที่เกือบ 1.2 ล้านคัน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากที่ทั้ง BEV (รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่) ลดลง 4% และ PHEV (รถยนต์ไฮบริดเสียบปลั๊ก) ลดลง 8%
ทำไมตัวเลขถึงตกลง?
สาเหตุหลักไม่ได้มาจากความต้องการที่หายไป แต่มาจาก “เรื่องของเงินอุดหนุน”:
-
สหรัฐฯ: สิ้นสุดมาตรการอุดหนุนเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว
-
จีน: ตลาดอันดับ 1 ของโลก มีการยกเลิกมาตรการอุดหนุนบางส่วนในช่วงสิ้นปี 2025
แต่ช้าก่อน! หากเราตัดตัวเลขของจีนและสหรัฐฯ ออกจากสถิติรวม จะพบว่ายอดขาย EV ทั่วโลก พุ่งสูงขึ้นถึง 36% โดย BEV เติบโตแรงกว่าที่ 37% และ PHEV เติบโต 34% ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า “การปฏิวัติ EV” ยังคงแข็งแกร่ง
ตลาดเกิดใหม่กำลังรุ่งพุ่งแรง
ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์เสียบปลั๊กทั่วโลกเริ่มต้นปี 2026 ที่ 18% (เป็น BEV 12%) โดยมีกลุ่มประเทศนอกกระแสเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ประเทศที่มีอัตราการเติบโตเกิน 100% ได้แก่:
-
เอเชีย: อินเดีย, อินโดนีเซีย, มามาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเกาหลีใต้
-
ภูมิภาคอื่นๆ: อาเซอร์ไบจาน, เบลารุส, โปแลนด์ และอุรุกวัย
“เพียงเพราะตลาดที่เป็นข่าวบ่อยๆ มียอดตกลง ไม่ได้หมายความว่าตลาดทุกแห่งจะตกตามไปด้วย”
สงครามราคาและอิทธิพลจากค่ายรถจีน
ผู้ผลิตรถยนต์จากจีน (Chinese OEMs) กำลังเร่งส่งออกเพื่อหาผลกำไรจากต่างประเทศ ทดแทนกำไรในบ้านที่เริ่มลดน้อยลงจากสงครามราคา ซึ่งส่งผลกระทบดังนี้:
-
ราคารถ EV ถูกลง: มีตัวเลือกมากขึ้นและราคาเข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้ส่วนแบ่งการตลาด EV ขยายตัวจนไปเบียดพื้นที่รถยนต์เครื่องสันดาป (ICE) ของค่ายรถดั้งเดิม
-
ค่ายรถดั้งเดิมต้องปรับตัว: ในบางตลาดอย่างบราซิล ค่ายรถจีนครองส่วนแบ่งไปแล้วกว่า 90% ทำให้ค่ายรถดั้งเดิมต้องยอม “ลงสนาม” ลดราคาตามเพื่อความอยู่รอด
สถิติที่น่าสนใจประจำเดือน
-
ยอดจดทะเบียน BEV: กว่า 774,000 คัน (คิดเป็น 65% ของกลุ่มรถเสียบปลั๊กทั้งหมด)
-
สัดส่วนตลาดจีน: ความทรงอิทธิพลของตลาดจีนลดลงจากที่เคยครองส่วนแบ่ง 59% ในมกราคม 2025 เหลือเพียง 51% ในปีนี้ เนื่องจากภาวะ “เมาค้าง” หลังตัดงบอุดหนุน
เดือนมกราคม 2026 ถือเป็นเดือนที่สะท้อนให้เห็นถึง “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโลกอย่างชัดเจน ตลาดไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดดในทุกพื้นที่อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ช่วง “การปรับฐาน” ในตลาดหลัก และ “การพุ่งทะยาน” ในตลาดเกิดใหม่ พร้อมกับการจัดระเบียบขั้วอำนาจใหม่ของผู้ผลิตรถยนต์
ยักษ์ใหญ่ที่กำลังสั่นคลอน: Tesla และ BYD
แม้สองค่ายนี้จะยังคงเป็นผู้นำ แต่ภาพลักษณ์ “ผู้ไร้เทียมทาน” กำลังเลือนหายไป
-
Tesla ชะงักงันเพราะ “สินค้าเก่า” * แม้ Model Y จะยังครองอันดับ 1 (53,074 คัน) แต่ยอดขายกลับหดตัวลง 7%
-
วิกฤตหนักตกไปอยู่ที่ Model 3 ที่ยอดขายร่วงลงถึง 47% ตกไปอยู่อันดับ 10 (14,745 คัน) นี่คือจุดอ่อนของการไม่มีโมเดลใหม่ๆ (Model 3 มีอายุเข้าปีที่ 9 แล้ว) ทำให้ Tesla สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดรวมหล่นจากอันดับ 3 (8%) ในปีที่แล้ว ลงมาอยู่อันดับ 5 (6%) ถูก Volkswagen และ SAIC แซงหน้าไปแล้วในตลาดรวมปลั๊กอิน
-
-
BYD ใช้กลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง”: * แม้แบรนด์ BYD จะมียอดขายรวมลดลง 21% และรุ่นยอดฮิตอย่าง Song ยอดตก 44% (แต่อยู่ในอันดับ 4 ที่ 26,608 คัน) แต่ BYD อาศัยความได้เปรียบจากการมี Product Line-up ที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์
-
สังเกตได้จากตาราง Top 20 มีรถของ BYD ติดอันดับถึง 7 รุ่น (Song, Seagull, Yuan Up, Dolphin, Yuan Plus, Sealion 07, Seal 06) ทำให้ในภาพรวม BYD ยังคงรักษาตำแหน่งเบอร์ 1 ของโลกไว้ได้
-
รากฏการณ์ “Tech-Startups จีน” ล้มช้าง
สิ่งที่น่าตื่นตะลึงที่สุดในเดือนนี้คือการพุ่งขึ้นมาของแบรนด์เทคโนโลยีและสตาร์ทอัพจากจีน ที่ไม่ได้แย่งตลาดแค่ค่ายรถดั้งเดิม แต่แย่งเค้กจาก BYD และ Tesla ด้วย
-
Xiaomi YU7 (อันดับ 2): สร้างประวัติศาสตร์ด้วยยอดขาย 37,892 คัน (เติบโต 70%) นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่าบริษัทเทคโนโลยีที่ผันตัวมาทำรถยนต์ สามารถสร้างรถ D/E-Segment ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคจนเกือบจะโค่น Model Y ได้ (ห่างกันราว 1.5 หมื่นคัน ทั้งที่ Xiaomi เน้นขายแค่ในจีน)
-
กลุ่มรถหรูขนาดใหญ่ (E-Segment) ของจีนยึดหัวหาด: * AITO M7 (แบรนด์ที่มีส่วนร่วมโดย Huawei) พุ่งขึ้นอันดับ 5 (26,454 คัน โต 82%)
Advertisement Advertisement-
ตามมาด้วย NIO ES8/EL8 (อันดับ 7) และ FCB Tai 7 (อันดับ 8) และ Li i6 (อันดับ 9)
-
นี่แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวจีนในกลุ่มมีกำลังซื้อสูง หันไปหารถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมจากสตาร์ทอัพในประเทศแทนที่แบรนด์ตะวันตกอย่างสิ้นเชิง
-
ค่ายรถดั้งเดิม (Legacy Automakers): ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
-
เซอร์ไพรส์จาก Toyota: BZ4X ทะยานขึ้นมาอยู่อันดับ 13 (10,738 คัน) ซึ่งเป็นสถิติที่ดีที่สุดในรอบ 9 เดือน ถือเป็นสัญญาณบวกเล็กๆ ของค่ายรถเบอร์ 1 ของโลกที่ขยับตัวช้าในเรื่อง EV
-
ยุโรปเกาะกลุ่มรั้งท้าย: ค่ายยุโรปอย่าง BMW (X1/iX1) อันดับ 17, Skoda (Elroq) อันดับ 19 และ Renault (5 / Alpine) อันดับ 20 มียอดขายอยู่ในระดับ 8,000 – 9,000 คัน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยใบบุญจากยอดขายในภูมิภาคยุโรปเป็นหลัก ยังไม่สามารถทำสเกลในระดับโลกไปสู้กับรถจีนในตลาดเกิดใหม่ได้ เนื่องจากต้นทุนและราคาที่สูงกว่า
สรุปเทรนด์ตามขนาดรถยนต์ (Segment Analysis)
จากตารางสถิติ เราจะเห็นเทรนด์ความชอบของผู้บริโภคชัดเจน:
-
รถขนาดใหญ่ (Segment D และ E) ครองตลาดบน: Top 10 เป็นรถขนาดกลางถึงใหญ่ถึง 8 รุ่น ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินซื้อ EV ที่เป็นรถคันหลักของบ้าน เน้นพื้นที่ใช้สอยและเทคโนโลยีจัดเต็ม (Tesla, Xiaomi, AITO, NIO)
-
รถขนาดเล็ก (Segment B และ C) แข่งกันที่ความคุ้มค่า: ช่วงอันดับ 11-20 เป็นพื้นที่ของรถขนาดกะทัดรัด (เช่น BYD Seagull/Dolphin, MG4) ซึ่งเน้นจับกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันแรก หรือใช้งานในเมือง โดยมีการหั่นราคาสู้กันอย่างดุเดือด
ตลาด EV โลกในปี 2026 ไม่ใช่เวทีผูกขาดของ Tesla และไม่ใช่ลานวิ่งเล่นของ BYD แต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป “นวัตกรรมที่สดใหม่กว่า” และ “ราคาที่คุ้มค่าจากการส่งออกของจีน” กำลังเป็นตัวแปรหลัก โมเดลธุรกิจแบบบริษัทเทคโนโลยี (เช่น Xiaomi, Huawei/AITO) ที่เน้นระบบนิเวศอัจฉริยะและการอัปเดตที่รวดเร็ว กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทำให้แบรนด์ดั้งเดิม รวมถึง Tesla ต้องเร่งปรับตัวอย่างหนักหากไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังครับ
| ลำดับ | รุ่นรถ (Car model) | เซกเมนต์ (Segment) | ยอดขายรวม (Sales volume) | รายละเอียดเพิ่มเติม (BEV + PHEV) |
| 1. | Tesla Model Y | D | 53,074 | – |
| 2. | Xiaomi YU7 | E | 37,892 | – |
| 3. | Geely Xingyuan / EX2 | B | 30,654 | – |
| 4. | BYD Song / Seal U (BEV+PHEV) | D | 26,608 | (2,751 + 23,857) |
| 5. | AITO M7 (BEV+PHEV) | E | 26,454 | (1,951 + 24,503) |
| 6. | BYD Seagull / Dolphin Surf | B | 19,167 | – |
| 7. | NIO ES8/EL8 | E | 17,665 | – |
| 8. | FCB Tai 7 | E | 17,119 | – |
| 9. | Li i6 | D | 16,883 | – |
| 10. | Tesla Model 3 | D | 14,745 | – |
| 11. | MG 4 | C | 12,768 | – |
| 12. | BYD Yuan Up / Atto 2 | B | 11,806 | – |
| 13. | Toyota BZ4X | D | 10,738 | – |
| 14. | BYD Dolphin | C | 10,650 | – |
| 15. | BYD Yuan Plus / Atto 3 | C | 10,048 | – |
| 16. | BYD Sealion 07 | D | 9,528 | – |
| 17. | BMW X1/iX1 (BEV+PHEV) | C | 9,057 | (6,397 + 2,660) |
| 18. | BYD Seal 06 (BEV+PHEV) | D | 8,939 | (3,312 + 5,627) |
| 19. | Skoda Elroq | C | 8,386 | – |
| 20. | Renault 5 / Alpine A290 | B | 8,294 |

เพิ่มรุ่นใหม่ TESLA MODEL Y : Long Range RWD 661KM WLTP ราคา 1,849,000 บาท
