ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นไทยพุ่ง กองทุนติดลบ ตรึงราคาได้อีกกี่วันในไทย ? หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร ? อัพเดท 9 มีนาคม 2569

โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทย (อ้างอิงจากข้อมูลที่แนบมา) ประกอบไปด้วยส่วนประกอบหลักๆ หลายส่วนที่รวมกันออกมาเป็น “ราคาขายปลีก” หน้าสถานีบริการน้ำมันครับ โดยสามารถแบ่งเป็น 3 หมวดใหญ่ๆ ได้ดังนี้
ต้นทุนเนื้อน้ำมัน (Ex-Refinery Price)
-
ราคา ณ โรงกลั่น: คือต้นทุนของเนื้อน้ำมันล้วนๆ ที่ออกจากโรงกลั่น (รวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างเอทานอลหรือไบโอดีเซลตามสัดส่วนที่ผสม) โดยตัวเลขนี้เป็นการคำนวณตามหลักเกณฑ์ของ กบง. เพื่อใช้อ้างอิง (ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริงของผู้ประกอบการ) ตัวเลขนี้มักจะอิงกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก (เช่น ตลาดสิงคโปร์)
ภาษีและกองทุนต่างๆ ที่รัฐเรียกเก็บ (หรืออุดหนุน) ส่วนนี้รัฐบาลจะเข้ามามีบทบาทในการจัดเก็บรายได้หรืออุดหนุนราคา ซึ่งประกอบด้วย 5 ส่วนย่อย
-
ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax): จัดเก็บโดยกระทรวงการคลัง เป็นอัตราคงที่ต่อลิตร ถือเป็นรายได้ของรัฐ
-
ภาษีเทศบาล (Municipal Tax): ภาษีที่เก็บเพิ่มเพื่อบำรุงท้องถิ่น โดยคิดเป็น 10% ของภาษีสรรพสามิตที่เก็บได้
-
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Fund): กองทุนที่ตั้งขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน รัฐสามารถประกาศ “เก็บเงินเข้า” (เป็นบวก) หรือ “ชดเชยราคา” (เป็นลบ ควักเงินกองทุนมาจ่ายแทนประชาชน) ได้ตามสถานการณ์
-
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (Conservation Fund): เก็บเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการพัฒนาด้านพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน
-
ภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาขายส่ง (VAT): คิด 7% จากราคาขายส่ง (ราคาขายส่ง = ราคาโรงกลั่น + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีเทศบาล + เงินกองทุนฯ ทั้ง 2 กองทุน)
ค่าดำเนินการของผู้ค้าน้ำมัน (Marketing Margin & VAT)
-
ค่าการตลาด (Marketing Margin): เป็นรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจของผู้ค้าน้ำมันและปั๊มน้ำมัน เช่น ค่าขนส่ง ค่าน้ำค่าไฟปั๊ม ค่าจ้างพนักงาน และกำไรของผู้ประกอบการ (คำนวณจากส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีกก่อน VAT หักด้วยราคาขายส่ง)
-
ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าการตลาด (VAT on MM): คิด 7% ของค่าการตลาด
เมื่อนำทั้ง 3 หมวดนี้มารวมกัน: (ราคาขายส่งรวม VAT) + (ค่าการตลาด) + (VAT ค่าการตลาด) = ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ (Retail Price) ที่เราจ่ายกันตอนเติมน้ำมันครับ

เจาะลึกโครงสร้างราคาดีเซล 29.94 บาท: จ่ายไปแล้ว เงินไหลไปไหนบ้าง?
วันที่ 9 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดีเซลในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นราคาที่รัฐพยายามดูแลให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพและต้นทุนขนส่งมากเกินไป แต่หากเจาะลึกลงไปในโครงสร้างราคา จะพบว่าราคาที่เห็นหน้าปั๊มไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริงทั้งหมด เพราะยังมีการใช้กลไกกองทุนน้ำมันและมาตรการด้านภาษีเข้ามาช่วยพยุงราคาอยู่
ต้นทุนหลัก: ราคาหน้าโรงกลั่น
องค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดของราคาดีเซลคือ ราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งสะท้อนราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่อ้างอิงกับตลาดโลก
ราคาหน้าโรงกลั่นของดีเซลอยู่ที่ประมาณ 31.05 บาทต่อลิตร
ตัวเลขนี้สูงกว่าราคาขายปลีกหน้าปั๊มเสียอีก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีมาตรการแทรกแซงจากภาครัฐ ราคาดีเซลในประเทศไทยมีแนวโน้มจะสูงกว่าที่เห็นในปัจจุบัน
ราคาหน้าโรงกลั่นได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย เช่น
ราคาน้ำมันดิบโลก
ค่าการกลั่น
ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์
อุปสงค์พลังงานในตลาดโลก
ภาษี: ส่วนสำคัญของโครงสร้างราคา
น้ำมันดีเซลในไทยยังมีภาษีหลายประเภทที่รวมอยู่ในราคาขาย
ภาษีสรรพสามิต 6.92 บาทต่อลิตร
ภาษีเทศบาล 0.692 บาทต่อลิตร
รวมภาษีสองส่วนนี้อยู่ที่ประมาณ 7.61 บาทต่อลิตร
ภาษีสรรพสามิตถือเป็นรายได้สำคัญของรัฐบาล และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารนโยบายพลังงาน รวมถึงการดูแลโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศ
กองทุนน้ำมัน: กลไกสำคัญในการตรึงราคา
หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดของราคาดีเซลในปัจจุบันคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ในโครงสร้างราคา วันที่ 9 มีนาคม 2569 พบว่า
เงินกองทุนน้ำมันอยู่ที่ -11.73 บาทต่อลิตร เครื่องหมายลบหมายความว่า รัฐกำลังนำเงินกองทุนมาช่วย อุดหนุนราคาดีเซล กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากไม่มีการอุดหนุนผ่านกองทุน ราคาดีเซลจะสูงกว่าปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ยังมี
กองทุนอนุรักษ์พลังงาน 0.05 บาทต่อลิตร
ซึ่งเป็นเงินที่นำไปใช้สนับสนุนโครงการด้านพลังงานและการอนุรักษ์พลังงานของประเทศ
ราคาขายส่งและภาษีมูลค่าเพิ่ม
หลังรวมต้นทุนและภาษีต่าง ๆ จะได้ ราคาขายส่งน้ำมัน
ราคาขายส่งดีเซล 26.99 บาทต่อลิตร
เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว จะอยู่ที่ 28.87 บาทต่อลิตร
นี่คือราคาที่ปั๊มน้ำมันซื้อจากผู้ค้าส่งก่อนนำมาจำหน่ายให้ผู้บริโภค
ค่าการตลาด: ส่วนของผู้ค้าน้ำมัน
อีกส่วนหนึ่งของราคาน้ำมันคือ ค่าการตลาด ซึ่งเป็นรายได้ของผู้ค้าน้ำมันและสถานีบริการ
ค่าการตลาดดีเซลอยู่ที่ประมาณ 0.9956 บาทต่อลิตร เมื่อรวม VAT ของค่าการตลาดแล้ว จะเพิ่มขึ้นอีก 0.0697 บาทต่อลิตร รวมกันแล้วประมาณ 1.06 บาทต่อลิตร
ตัวเลขนี้ถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในหลายช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งบางช่วงเคยสูงกว่า 2 บาทต่อลิตร
ราคาหน้าปั๊มที่ผู้บริโภคจ่าย เมื่อรวมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร
สรุปโครงสร้างโดยย่อ
ราคาหน้าโรงกลั่น
31.05 บาท
ภาษีสรรพสามิต
6.92 บาท
ภาษีเทศบาล
0.69 บาท
กองทุนน้ำมัน
-11.73 บาท
กองทุนอนุรักษ์พลังงาน
0.05 บาท
ค่าการตลาด
0.99 บาท
VAT ค่าการตลาด
0.07 บาท
ราคาขายปลีก
29.94 บาท
หากไม่มีการอุดหนุน ราคาดีเซลจะเป็นเท่าไร
จากโครงสร้างราคาจะเห็นได้ว่า กองทุนน้ำมันกำลังช่วยลดราคาดีเซลประมาณ 11.73 บาทต่อลิตร
หากยกเลิกการอุดหนุนผ่านกองทุน ราคาดีเซลมีโอกาสพุ่งขึ้นไปใกล้ระดับ 40 บาทต่อลิตร
หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันตลาดโลกในช่วงเวลานั้น

นี่คือตารางจำลองสถานการณ์ “ปล่อยลอยตัว 100%” แบบครบทุกผลิตภัณฑ์ครับ โดยมีเงื่อนไขการคำนวณดังนี้
-
ใช้ต้นทุนหน้าโรงกลั่น (Ex-Refin.) จากวันที่เกิดวิกฤตราคาแพง (9 มี.ค. 26)
-
ถอดกองทุนน้ำมัน (Oil Fund) ออกทั้งหมด ให้เป็น 0.0000 บาท (ไม่เก็บและไม่อุดหนุน)
-
คืนค่าการตลาด (Marketing Margin) ให้ปั๊มน้ำมันกลับไปเท่ากับช่วงเวลาปกติ (อ้างอิงจากตาราง 24 ก.พ. 26) เพื่อให้ธุรกิจปั๊มอยู่รอดได้
-
คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ใหม่ บนฐานราคาและค่าการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น “ราคาขายปลีกที่แท้จริง” ที่สะท้อนต้นทุนตลาดโลก ณ วันนั้นครับ:
เจาะลึกความเปลี่ยนแปลงแต่ละกลุ่ม
-
กลุ่มดีเซล (วิกฤตหนักสุด): หากไม่มีรัฐเข้ามาแทรกแซงใดๆ เลย ราคาดีเซลจะพุ่งทะยานไปแตะเกือบ 44 บาท/ลิตร ทันที เพราะนี่คือน้ำมันที่รัฐควักเงินอุดหนุนและบีบค่าการตลาดปั๊มเอาไว้หนักหน่วงที่สุด
-
กลุ่มแก๊สโซฮอล์หลัก (E10, E20, 91): ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 35 – 36 บาท/ลิตร ซึ่งสะท้อนต้นทุนเนื้อน้ำมันดิบที่แพงขึ้นตามตลาดสิงคโปร์
-
กลุ่มทางเลือก (E85): แม้จะผสมเอทานอลเยอะ แต่เมื่อคืนค่าการตลาดที่ปั๊มน้ำมันยอมเฉือนเนื้อตัวเองไป (ลิตรละ 1.58 บาท) กลับคืนมา ราคา E85 ที่แท้จริงก็ยังต้องปรับขึ้นไปแตะ 28.31 บาท/ลิตรอยู่ดีครับ
-
เบนซิน 95 เพียว (ผู้ได้ประโยชน์): เป็นเพียงชนิดเดียวที่ราคาจะลดลง เพราะไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนถึง 5.05 บาท/ลิตร เพื่อไปอุ้มน้ำมันชนิดอื่นอีกต่อไป


สรุปฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ประมาณการ ณ วันที่ 8 มี.ค. 2569)
-
ภาพรวม: กองทุนมีสถานะสุทธิ ติดลบ 786 ล้านบาท
-
แยกตามประเภท:
-
บัญชีน้ำมัน: ยังคงเป็นบวก อยู่ที่ 36,949 ล้านบาท
-
บัญชีก๊าซ LPG: ติดลบหนักถึง 37,735 ล้านบาท (มีการโอนเงินจากบัญชีน้ำมันมาช่วยพยุงไว้กว่า 3.2 หมื่นล้านบาท)
-
-
หนี้สินที่สำคัญ: มีภาระหนี้จาก เงินกู้ยืมรวม 26,665 ล้านบาท และค้างจ่ายเงินชดเชยประเภทต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง
พูดง่ายๆ คือ: แม้ฝั่งน้ำมันจะมีกำไรสะสม แต่เมื่อต้องนำไปอุดหนุนราคาก๊าซ LPG และชำระคืนเงินกู้ ทำให้ภาพรวมของกองทุนในขณะนี้เริ่มเข้าสู่สภาวะติดลบครับ


