รัฐบาลคิกออฟ “ไทยช่วยไทย” ส่งรถพุ่มพวงกว่า 1 หมื่นคัน กระจายสินค้าราคาถูกทั่วประเทศ

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย รัฐบาลได้เร่งเดินหน้ามาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดได้บูรณาการความร่วมมือข้ามกระทรวง เปิดตัวแคมเปญ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” มุ่งเป้าหมายกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาประหยัด ส่งตรงถึงหน้าบ้านครอบคลุมทุกพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ
คิกออฟขบวนรถพุ่มพวง ณ ทำเนียบรัฐบาล
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ บริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้เกียรติเป็นประธานในการแถลงข่าวและทำพิธีปล่อยขบวนรถพุ่มพวงอย่างเป็นทางการ โดยมีเสียงแตรลมดังขึ้นเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นภารกิจกระจายสินค้าราคาพิเศษสู่ชุมชน
ด้าน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้เดินเยี่ยมชมขบวนรถพุ่มพวงที่มาร่วมงาน พร้อมเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ของโครงการว่า สินค้าทุกชิ้นภายใต้โครงการนี้ล้วนเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพสูง และที่สำคัญคือ “จำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด” เพื่อให้ประชาชนมั่นใจและสามารถเลือกซื้อเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อย่างเต็มที่
เป้าหมายและระยะเวลาดำเนินการ
โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่าง 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการ โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 1 เดือนเต็ม เริ่มตั้งแต่ วันที่ 15 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569
- เป้าหมายหลัก: ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่การเดินทางเข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดทำได้ยาก
- ตัวชี้วัดความสำเร็จ: ตั้งเป้าช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนรวมแล้ว ไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท
- การเข้าถึง: ครอบคลุมประชาชนกว่า 4 ล้านครัวเรือน ทั่วประเทศไทย
ช่องทางการจัดจำหน่ายและสินค้าที่เข้าร่วม
โครงการนี้ได้คัดสรรสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันจำนวน 14 รายการ จากผู้ประกอบการชั้นนำ 12 ราย อาทิ น้ำมันปาล์ม ข้าวสาร และผงซักฟอก โดยกระจายสินค้าผ่าน 3 ช่องทางหลักที่เข้าถึงชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่:
- เครือข่ายรถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการกว่า 3,800 คัน ทั่วประเทศ
- จุดบริการและจำหน่ายผ่านไปรษณีย์ไทย ทั้งระดับจังหวัดและอำเภอ รวม 946 จุด
- เครือข่ายร้านค้าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 129 ร้าน
มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง (Fleet Card & Starter Kit)
เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจและลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการรถพุ่มพวงที่ทำหน้าที่เป็น “ฟันเฟือง” สำคัญในการกระจายสินค้า รัฐบาลได้จัดสรรมาตรการสนับสนุนที่ครอบคลุม ทั้งในด้านค่าน้ำมันเชื้อเพลิง (ผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของ ปตท.) และชุดสินค้าเริ่มต้น (Starter Kit) เพื่อนำไปจำหน่าย โดยแบ่งตามประเภทรถดังนี้:
- รถกระบะ (Size L): ได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 750 บาทต่อสัปดาห์ (หรือ 3,000 บาทต่อเดือน) พร้อมรับชุดสินค้าเริ่มต้นจำนวน 14 รายการ รวมทั้งสิ้น 64 ชิ้น
- รถสามล้อ หรือ พ่วงข้าง (Size M): ได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 375 บาทต่อสัปดาห์ (หรือ 1,500 บาทต่อเดือน) พร้อมรับชุดสินค้าเริ่มต้นจำนวน 14 รายการ รวมทั้งสิ้น 37 ชิ้น
- รถจักรยานยนต์ (Size S): ได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 250 บาทต่อสัปดาห์ (หรือ 1,000 บาทต่อเดือน) พร้อมรับชุดสินค้าเริ่มต้นจำนวน 8 รายการ รวมทั้งสิ้น 22 ชิ้น
ความโปร่งใสและสถิติการลงทะเบียน
เพื่อให้โครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง รัฐบาลได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนจะต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กระทรวงกำหนด และต้องติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาอย่างเด็ดขาด
จากการเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 1–7 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา พบว่าได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยมีสถิติผู้เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 10,397 ราย แบ่งออกเป็น:
- รถยนต์กระบะ (L): จำนวน 3,539 ราย
- รถสามล้อพ่วงข้าง (M): จำนวน 4,535 ราย (เป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจสูงสุด)
- รถจักรยานยนต์ (S): จำนวน 2,323 ราย
สรุป: โครงการ “ไทยช่วยไทย” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยพยุงค่าครองชีพของประชาชนในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ขับรถพุ่มพวงให้มีรายได้และได้รับการสนับสนุนต้นทุนอย่างเป็นระบบ ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง
