เปิดตัว TOYOTA HILUX ไฮบริด 48V ในอังกฤษ ราคา 1.87 – 2.36 ล้านบาท BEV : 2.52 ล้านบาท

เปิดตัว All-New Toyota Hilux เจนเนอเรชั่นที่ 9 ปฏิวัติรถกระบะระดับตำนาน สู่ยุคไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
ถึงเวลาของความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อ Toyota ประกาศเปิดจอง All-New Hilux เจนเนอเรชั่นที่ 9 อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ โดยการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับโฉมใหม่ แต่เป็นการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาผสานกับสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นกว่าเดิม พร้อมตอบโจทย์นโยบาย Multipath Powertrain ด้วยการเปิดตัวรุ่นไฟฟ้า 100% (BEV) และรุ่นดีเซลไฮบริด (Diesel 48V)
รูปลักษณ์ใหม่และเทคโนโลยีที่เหนือระดับ
Hilux ใหม่ มาพร้อมกับดีไซน์ที่ดุดันและทันสมัยมากขึ้น เสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ช่วยทั้งในด้านความปลอดภัยและการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นบนถนนออนโรดหรือการลุยแบบออฟโรด มาพร้อมประสบการณ์ใช้งานดิจิทัลเต็มรูปแบบผ่านหน้าจอแสดงผลรุ่นใหม่
- ดีไซน์ใหม่: ยกระดับภาพลักษณ์ให้ดูพรีเมียมแต่ยังคงความแข็งแกร่งตามแบบฉบับ Hilux
- ความปลอดภัย: ติดตั้งระบบ Toyota Safety Sense เวอร์ชั่นล่าสุดในทุกรุ่นย่อย
- ความสะดวกสบาย: พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (Electric Power Steering) ติดตั้งเป็นครั้งแรกใน Hilux
ขุมพลังแห่งอนาคต: Diesel 48V และ Hilux BEV
ภายใต้กลยุทธ์ Multipath ของ Toyota ที่ต้องการลดการปล่อยมลพิษแต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะในการบรรทุกและลากจูง ทำให้ Hilux เจนเนอเรชั่นนี้มีตัวเลือกเครื่องยนต์ที่หลากหลาย:
- Diesel 48V (Mild Hybrid): การผสานเครื่องยนต์ดีเซลเข้ากับระบบไฮบริด 48V ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและการตอบสนองของเครื่องยนต์
- All-Electric (BEV): รถกระบะไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของตระกูล มอบแรงบิดมหาศาลและการขับขี่ที่เงียบสงบ ไร้มลพิษ
*รุ่นใหม่จะมาในตัวถังแบบ Double Cab (4 ประตู) 5 ที่นั่ง เป็นมาตรฐาน โดยจะมีออปชั่นเสริมสำหรับการปรับเปลี่ยนเป็น 2 ที่นั่งตามมาในช่วงปลายปี 2026
สมรรถนะและขุมพลัง ความแตกต่างระหว่าง Diesel 48V และ Hilux BEV
สมรรถนะรุ่น Diesel 48V (Mild Hybrid)
- เครื่องยนต์หลัก: ดีเซลเทอร์โบ 2.8 ลิตร 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว
- พละกำลังสูงสุด (Engine): 204 แรงม้า (DIN hp) ที่ 3,400 รอบ/นาที
- แรงบิดสูงสุด (Engine): 500 นิวตันเมตร ที่ช่วง 1,600 – 2,800 รอบ/นาที
การเสริมกำลังจากระบบ 48V Mild Hybrid
ระบบมอเตอร์เจเนอเรเตอร์ (Motor Generator) ที่ขับเคลื่อนด้วยสายพาน จะเข้ามาช่วยสนับสนุนพละกำลังในช่วงการออกตัวและการเร่งแซง โดยมีตัวเลขเสริมดังนี้:
- กำลังมอเตอร์เสริม: สูงสุด 12 กิโลวัตต์ (ประมาณ 16 แรงม้า)
- แรงบิดมอเตอร์เสริม: สูงสุด 65 นิวตันเมตร
ข้อมูลเชิงเทคนิคเพิ่มเติม
- ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
- ความสามารถในการลากจูง: สูงสุด 3,500 กิโลกรัม
- น้ำหนักบรรทุก (Payload): สูงสุด 1,000 กิโลกรัม
- ประสิทธิภาพ: ระบบไฮบริดช่วยให้การตอบสนองของเครื่องยนต์นุ่มนวลขึ้น และช่วยประหยัดน้ำมันได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5% เมื่อเทียบกับรุ่นดีเซลปกติ รวมถึงรองรับน้ำมันเชื้อเพลิง HVO100
- พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (EPS): เปลี่ยนจากระบบไฮดรอลิกเดิมเป็นไฟฟ้า ช่วยให้การควบคุมเบาแรงในความเร็วต่ำ และมั่นคงในความเร็วสูง ลดแรงดีดกลับ (Kick-back) เมื่อขับบนทางขรุขระ
- การเพิ่มความแข็งแกร่งตัวถัง: มีการเพิ่มจุดเชื่อม (Spot Welding) เพิ่มเติมถึง 30 จุด บริเวณพื้นรถด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อเพิ่มความแข็งแรง (Body Rigidity) และลดการบิดตัว
- ระบบช่วงล่าง: ปรับปรุงเหล็กกันโคลงหลังให้แข็งแรงขึ้น ช่วยให้การเข้าโค้งและการทรงตัวขณะบรรทุกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- ระบบ Multi-Terrain Select (MTS): ทำงานร่วมกับเกียร์ Low (L4) เพื่อปรับการกระจายกำลังและระบบเบรกให้เหมาะสมกับสภาพถนนออฟโรด
สมรรถนะรุ่นไฟฟ้า 100% (Hilux BEV)
เป็นครั้งแรกที่ Hilux ใช้โครงสร้าง Body-on-frame ร่วมกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยไม่มีการลดทอนความแข็งแกร่ง:
- ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (Permanent AWD) ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ eAxle แยกอิสระหน้า-หลัง ให้กำลัง 196 แรงม้า
- มอเตอร์หน้า: แรงบิดสูงสุด 205 นิวตันเมตร
- มอเตอร์หลัง: แรงบิดสูงสุด 268 นิวตันเมตร
- เทคโนโลยี Inverter: ใช้เซมิคอนดักเตอร์แบบ Silicon Carbide (SiC) ซึ่งทนแรงดันไฟสูงได้ดีและสูญเสียพลังงานในรูปความร้อนต่ำกว่าซิลิคอนทั่วไป
- แบตเตอรี่ (Battery Pack): ขนาด 59.2 kWh ชนิดลิเธียมไอออน (80 เซลล์) พร้อมระบบหล่อเย็นด้วยน้ำ ติดตั้งภายในเฟรมแชสซีเพื่อป้องกันแรงกระแทกและการบิดตัว
- ระยะทางและการชาร์จ:
- ระยะทางวิ่งสูงสุดประมาณ 241 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม WLTP
- รองรับ DC Fast Charge สูงถึง 150 kW (10-80% ใน 30 นาที)
- รองรับ AC Charge 10 kW (10-100% ใน 6.5 ชั่วโมง)
ขีดความสามารถด้านการบรรทุกและออฟโรด
แม้จะเป็นรุ่นไฟฟ้า แต่ Hilux BEV ยังคงรักษามาตรฐานการลุยไว้อย่างเหนียวแน่น:
| หัวข้อทดสอบ | สมรรถนะ (BEV Model) |
|---|---|
| ระยะลุยน้ำลึก (Wading Depth) | 700 มิลลิเมตร |
| น้ำหนักบรรทุก (Payload) | ประมาณ 715 กิโลกรัม |
| ความสามารถในการลากจูง (Towing) | 1,600 กิโลกรัม |
| มุมประชิด / มุมจาก (Approach/Departure) | 29 องศา / 24 องศา |
| ระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground Clearance) | 207 มิลลิเมตร |
ความพิเศษของ MTS ในรุ่น BEV เป็นครั้งแรกที่มีโหมด Mogul ในรถไฟฟ้าของ Toyota ซึ่งช่วยควบคุมแรงบิดอย่างละเอียดบนเส้นทางที่เป็นเนินสลับขรุขระ เพื่อรักษาแรงยึดเกาะของล้อให้คงที่ที่สุด
เจาะลึกรุ่นย่อยและอุปกรณ์มาตรฐาน
| รุ่นย่อย (Grade) | ไฮไลท์สำคัญ |
|---|---|
| Active | Toyota Safety Sense, จอแสดงผลดิจิทัล, พวงมาลัยไฟฟ้า |
| Icon | ล้ออัลลอย 17 นิ้ว, จอสัมผัส 12.3 นิ้ว, Apple CarPlay/Android Auto, ที่ชาร์จไร้สาย |
| Invincible | เบาะหนังกึ่งแท้, เบาะคนขับปรับไฟฟ้า, จอ MID 12 นิ้ว, กระจกตัดแสงอัตโนมัติ |
| Invincible X | ล้ออัลลอย 18 นิ้ว, เครื่องเสียง JBL, เบาะหลังอุ่นร้อน, กล้องมองรอบคัน (Multi-Terrain Monitor) |
สรุปราคาจำหน่าย (ประมาณการเป็นเงินบาท)
ราคาในประเทศอังกฤษ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) คำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 1 ปอนด์ = 43.72 บาท:
1. รุ่น Diesel 48V (ดีเซลไฮบริด)
- Active: £42,845 (ประมาณ 1,873,183 บาท)
- Icon: £48,545 (ประมาณ 2,122,387 บาท)
- Invincible: £51,145 (ประมาณ 2,236,059 บาท)
- Invincible X: £54,095 (ประมาณ 2,365,033 บาท)
2. รุ่น All-Electric (ไฟฟ้า 100%)
- Icon: £57,845 (ประมาณ 2,528,983 บาท)
- Invincible: £60,695 (ประมาณ 2,653,585 บาท)
*สำหรับรุ่นไฟฟ้าในอังกฤษจะได้รับส่วนลด Plug-in Van Grant อีก £5,000 (ประมาณ 218,600 บาท)
กำหนดการส่งมอบ สำหรับลูกค้าที่จองในรุ่น BEV จะเริ่มส่งมอบตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน 2026 เป็นต้นไป และสำหรับรุ่น Diesel 48V จะเริ่มส่งมอบในเดือนกรกฎาคม 2026
ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์ Toyota UK
