15 พ.ค.นี้ รัฐบาลเปิดรับฟัง 10 กลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะ กลุ่มยานยนต์ กับความชัดเจน EV หลังสมาคมยานยนต์ เสนอข้อเสนอฉุกเฉินสกัด EV จีน ขึ้นภาษีนำเข้า 32% Local Content 80%


เปิด 10 วาระเร่งด่วน ภาคเอกชนต้องการอะไรจากรัฐบาล?
จากการรวบรวมประเด็นสำคัญที่กลุ่มผู้บริหารระดับสูงเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุม มี 10 ข้อเสนอหลักที่ครอบคลุมทุกมิติเศรษฐกิจ ดังนี้
นี่คือสรุปเนื้อหาเชิงลึกและข้อเสนอสำคัญจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อใช้ในการสื่อสารหรือจัดทำรายงานเชิงวิชาชีพ โดยเน้นความชัดเจนและความละเอียดตามที่คุณต้องการครับ
1. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
-
เป้าหมายหลัก: ผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้สามารถรองรับความท้าทายใหม่ เพื่อดึงให้ค่าเฉลี่ย GDP เติบโตได้มากกว่า 3% ต่อปี
-
ข้อเสนอสำคัญ: เรียกร้องให้ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยบริหารจัดการ ค่าเงินบาท อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก ไม่ให้แข็งค่าจนเกินไปเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค
2. กลุ่มการเงิน (Finance)
-
เป้าหมายหลัก: การรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระดับครัวเรือนและสนับสนุนการฟื้นตัวของธุรกิจขนาดเล็ก
-
ข้อเสนอสำคัญ: เร่งรัดมาตรการ แก้หนี้ครัวเรือนแบบยั่งยืน และเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ (Credit Scoring) ให้ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อให้กลุ่ม SMEs ที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันสามารถเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนได้จริง
3. กลุ่มเกษตรและอาหาร (Agri-Food)
-
เป้าหมายหลัก: เปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบดั้งเดิมสู่การเป็น “ครัวโลกเกรดพรีเมียม”
-
ข้อเสนอสำคัญ: นำเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การปรับปรุงระบบ โลจิสติกส์สินค้าเกษตร เพื่อลดการสูญเสียระหว่างทาง และการยกระดับการรับรองมาตรฐานสากลเพื่อเจาะตลาดสินค้ามูลค่าสูงในต่างประเทศ
4. กลุ่มยานยนต์ (Automotive)
-
เป้าหมายหลัก: รักษาฐานการผลิตเดิมและเร่งสร้างระบบนิเวศของยานยนต์สมัยใหม่
-
ข้อเสนอสำคัญ: ต้องการความชัดเจนและความต่อเนื่องของ มาตรการสนับสนุน EV (เช่น EV 3.5 หรือมาตรการต่อเนื่อง) พร้อมทั้งส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า เพื่อคงความเป็นผู้นำในอาเซียน
5. กลุ่มพลังงาน (Energy)
-
เป้าหมายหลัก: การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการลดภาระต้นทุนภาคผลิต
-
ข้อเสนอสำคัญ: ปรับปรุงโครงสร้าง ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้ใช้ พร้อมทั้งปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มบ้านพักอาศัยและโรงงานอุตสาหกรรม
6. กลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate)
-
เป้าหมายหลัก: กระตุ้นวงจรเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง
-
ข้อเสนอสำคัญ: เสนอให้ผ่อนปรนมาตรการ LTV (Loan-to-Value) ชั่วคราวเพื่อกระตุ้นกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรกและนักลงทุน พร้อมทั้งสนับสนุนเกณฑ์สิทธิประโยชน์สำหรับอาคารที่ได้มาตรฐาน Green Building เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน
7. กลุ่มสุขภาพ (Health & Wellness)
-
เป้าหมายหลัก: การก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Global Medical Hub)
-
ข้อเสนอสำคัญ: ขอรับการสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจในกลุ่ม Wellness Economy เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และการวิจัยยาและสมุนไพรไทย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติในระยะยาว
8. โรงแรมและท่องเที่ยว (Tourism & Hospitality)
-
เป้าหมายหลัก: การเปลี่ยนจากปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นการเน้น “คุณภาพและรายได้”
-
ข้อเสนอสำคัญ: ยกระดับการใช้ Soft Power ของไทยผ่านเทศกาลและวัฒนธรรมท้องถิ่น และการเข้มงวดด้านมาตรการความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้สูง (High-end)
Advertisement Advertisement
9. ค้าปลีกและสินค้าอุปโภค (Retail)
-
เป้าหมายหลัก: การรักษาสมดุลของระบบนิเวศการค้าในยุคดิจิทัล
-
ข้อเสนอสำคัญ: เรียกร้องกฎระเบียบที่สร้าง ความเป็นธรรมในการแข่งขัน ระหว่างร้านค้าท้องถิ่นกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ (เช่น ภาษีนำเข้าและมาตรฐานสินค้า) พร้อมมาตรการระยะสั้นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในระดับฐานราก
10. กลุ่มเทคโนโลยี (Technology)
-
เป้าหมายหลัก: การสร้าง Digital Economy ที่มีรากฐานแข็งแกร่ง
-
ข้อเสนอสำคัญ: เร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center และ AI Infrastructure พร้อมทั้งเสนอให้รัฐมีมาตรการช่วยลดหย่อนภาษีสำหรับการฝึกอบรมพนักงาน (Upskilling/Reskilling) เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง
“รัฐบาลพร้อมรับฟังและอธิบายทุกข้อสงสัย เพราะเราเชื่อว่าเศรษฐกิจจะไปได้ไกล หากภาครัฐและเอกชนเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน” — รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
บทสรุปที่ต้องจับตา
การพบกันในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการยื่นหนังสือเสนอแนะ แต่เป็นเวทีที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะร่วม “Workhop” กับ CEO ระดับประเทศเพื่อหาทางออกในทางปฏิบัติทันที ผลลัพธ์จากการประชุมนี้จะถูกนำไปทำเป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ต่อไป
เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ | ข้อมูล ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2569
วิกฤตยานยนต์ไทย! 10 สมาคมฯ ผนึกกำลังยื่นข้อเสนอฉุกเฉินสกัด EV จีน ทวงคืนเสถียรภาพอุตสาหกรรมชิ้นส่วน
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ซึ่งถือเป็น “กระดูกสันหลัง” ของเศรษฐกิจในภาคการผลิต กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่อาจนำไปสู่ภาวะล่มสลาย หากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างนโยบายเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเหมาะสม
ล่าสุด สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และพันธมิตรรวม 10 สมาคม ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ประกอบการกว่า 1,500 ราย เตรียมยื่นข้อเสนอฉุกเฉินต่อภาครัฐในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ เพื่อเรียกร้องมาตรการรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรม โดยพุ่งเป้าไปที่การควบคุมและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันกับค่ายรถยนต์จากจีน
เจาะลึก 3 ข้อเสนอฉุกเฉิน ทางรอดของห่วงโซ่อุปทานไทย
ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต EV นำเข้าเป็น 32%
ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือการเสนอให้ปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าแบบสำเร็จรูป (CBU) โดยเฉพาะจากประเทศที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนสูงอย่างจีน
- ข้อเสนอ: ปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้าขึ้นเป็นอย่างน้อย 32%
- วัตถุประสงค์: เพื่อให้เกิดส่วนต่าง 30% เมื่อเทียบกับรถที่ผลิตในประเทศ (ซึ่งเสียภาษีเพียง 2%)
- เหตุผลทางเศรษฐกิจ: ปัจจุบันต้นทุนการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยสูงกว่าการนำเข้าจากจีนประมาณ 30-40% มาตรการนี้จึงเป็นการสร้าง “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” (Level Playing Field) เพื่อจูงใจให้เกิดการผลิตจริงในประเทศ
ระบบโควตานำเข้าพ่วงเงื่อนไขการลงทุน
เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นเพียง “โชว์รูมขายรถ” กลุ่มภาคีเสนอให้ใช้ระบบโควตาที่เข้มงวดเพื่อผูกพันการผลิตในประเทศ
- สิทธินำเข้า: ให้สิทธินำเข้ารถ CBU ในอัตราภาษีต่ำ (10%) เฉพาะบริษัทที่มีการลงทุนและสายการผลิตจริงในไทยเท่านั้น
- จำกัดจำนวน: โควตานำเข้าต้องไม่เกิน 10% ของยอดการผลิตจริงในประเทศ
- ความเสี่ยงหากไร้มาตรการ: หากมาตรการ EV 3.5 สิ้นสุดลงโดยไม่มีเงื่อนไขที่รัดกุม ค่ายรถยนต์จีนมีแนวโน้มจะยกเลิกแผนการผลิตในไทยและกลับไปนำเข้า 100% ซึ่งจะทำให้ฐานการผลิตของไทยสูญสลายไปทันที
บังคับใช้ Local Content 80% และปิดช่องโหว่ทางบัญชี
เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย กลุ่มสมาคมได้เสนอเกณฑ์การใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่เข้มข้นขึ้น
- สัดส่วน Local Content: ต้องมีมูลค่าชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่ารถยนต์
- อุดช่องโหว่การคำนวณ: เรียกร้องให้ปรับปรุงวิธีคำนวณ Local Content โดยไม่ให้นำค่าแรง กำไร หรือค่าบริหารจัดการมารวมคำนวณ เพื่อป้องกันการเลี่ยงบาลีที่ทำให้ยอดการใช้ชิ้นส่วนไทยดูสูงเกินความเป็นจริง
ทำไมอุตสาหกรรมไทยถึงต้องเคลื่อนไหวในครั้งนี้?
กลุ่มภาคีระบุชัดเจนว่าขณะนี้อุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับ “ภาวะวิกฤตสูงสุด” เนื่องจากการหลั่งไหลเข้ามาของรถยนต์ EV ราคาถูกจากจีนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนเอง ประกอบกับมาตรการสนับสนุนของไทยในปัจจุบันยังเปิดช่องว่างให้การนำเข้ามีความคุ้มค่ามากกว่าการตั้งโรงงานผลิตและจัดซื้อชิ้นส่วนในไทย
หากรัฐบาลไม่ขยับตัวตามข้อเสนอนี้ ห่วงโซ่อุปทานที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ รวมถึงแรงงานฝีมือในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยกว่าแสนราย อาจต้องเผชิญกับภาวะเลิกจ้างและปิดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

