ก้าวช้าแต่ชัวร์? เจาะกลยุทธ์ใหม่ MAZDA เลื่อนเปิดตัว EV ที่พัฒนาเองไปปี 2029 มุ่งเป้า “ไฮบริด” ทำกำไร


ก้าวช้าแต่ชัวร์? เจาะกลยุทธ์ใหม่ MAZDA เลื่อนเปิดตัว EV ที่พัฒนาเองไปปี 2029 มุ่งเป้า “ไฮบริด” ทำกำไร
ในยุคที่ค่ายรถยนต์ทั่วโลกต่างกระโจนเข้าสู่สงครามรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างบ้าคลั่ง Mazda กลับเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกวิจารณ์ว่า “ปรับตัวช้า” ที่สุด แต่เมื่อมองจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ความต้องการ EV ทั่วโลกเริ่มชะลอตัว และค่ายยักษ์ใหญ่หลายแห่งเริ่มเผชิญกับภาวะขาดทุนมหาศาล กลยุทธ์ที่ดูเหมือนจะล่าช้าของ Mazda อาจกลายเป็น “ตาอยู่” ที่คว้าพุงปลาไปกินในที่สุด
เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ไทม์ไลน์ใหม่ของ Mazda EV
จากรายงานล่าสุดของ Automotive News ระบุว่า Mazda ได้ทำการเลื่อนแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบออกไปอีกครั้ง โดยไทม์ไลน์เดิมที่มีการตั้งเป้าไว้ในปี 2027 ถูกขยับไปเป็น 2028 และล่าสุดมีแนวโน้มสูงว่า รถยนต์ไฟฟ้า (Battery EV) รุ่นแรกที่แท้จริงของค่ายจะยังไม่ปรากฏตัวจนกว่าจะถึงปี 2029
ในการแถลงผลประกอบการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา Masahiro Moro (มาซาฮิโระ โมโร) CEO ของ Mazda ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEVs) เราระมัดระวังอยู่เสมอ” ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่บริษัทจะลงเงินลงทุนก้อนใหญ่ไปกับการสร้างสายการผลิตที่เฉพาะเจาะจงเกินไป
“ข้อดีของการขยับตัวช้าในครั้งนี้ คือเราไม่ต้องแบกรับภาระการตัดจำหน่าย (Write-off) โรงงานหรือเครื่องจักรราคาแพง เพราะเรายังไม่ได้ลงทุนหนักในส่วนนั้นตั้งแต่แรก” – Masahiro Moro
ปรับลดงบลงทุน และเป้ายอดขายที่สะท้อนความเป็นจริง
Mazda ไม่เพียงแต่เลื่อนเวลา แต่ยังปรับโครงสร้างการลงทุนใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพตลาดปัจจุบัน ดังนี้:
- ตัดงบลงทุน EV: จากเดิมที่เคยตั้งเป้าไว้ที่ 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 404,000 ล้านบาท ลดลงเหลือเพียง 7.5 พันล้านดอลลาร์ หรือ 242,000 ล้านบาท จนถึงปี 2030
- ปรับลดเป้ายอดขาย: จากเดิมที่คาดว่า EV จะครองสัดส่วน 25-40% ของยอดขายทั้งหมดภายในสิ้นทศวรรษนี้ Mazda ได้ปรับลดตัวเลขลงเหลือเพียง 15% หรือคิดเป็นยอดผลิตประมาณ 200,000 – 250,000 คันต่อปีเท่านั้น
กลยุทธ์ “Light Asset” และ “China Speed” จับมือ Changan Auto
เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดประเทศจีน Mazda ได้นำเสนอกลยุทธ์ “Light Asset” ที่เน้นการบริหารจัดการต้นทุนและการลงทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
- พัฒนารถยนต์ขุมพลังไฟฟ้า 4 รุ่นอย่างรวดเร็ว: การดำเนินการพัฒนาร่วมกับ Changan Auto (ฉางอัน ออโต) จะช่วยลดต้นทุนการวิจัยลงอย่างมหาศาล และทำให้สามารถนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น คาดว่าอาจเป็นกระบะไฟฟ้า 1 และ SUV คันเล็กในนาม MAZDA CX-5e
- โมเดลไฮไลท์: ในกลุ่มรถยนต์ที่ร่วมพัฒนานี้ มีการระบุถึงเรือธงอย่าง Mazda6e (หรือ EZ-6) ในรูปแบบตัวถังซีดาน และรุ่น CX-6e (หรือ EZ-60e) ในรูปแบบตัวถังครอสโอเวอร์
- การผสานเทคโนโลยีข้ามค่าย: มีการใช้ระบบไฮบริด THS (Toyota Hybrid System) ติดตั้งในโมเดล CX-50 HYBRID ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในแง่ของความทนทานและการจัดการต้นทุนการผลิตได้ดีกว่าการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น
Double Down เดิมพันครั้งใหม่กับ “Hybrid”
เมื่อแผน EV ถูกชะลอ Mazda จึงเลือกที่จะทุ่มทรัพยากรไปที่รถยนต์ Hybrid แทน ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากกว่าในปัจจุบันเนื่องจากความสะดวกและราคาที่จับต้องได้
ทิศทางผลิตภัณฑ์ของ Mazda ต่อจากนี้:
- CX-50 Hybrid: ปัจจุบันวางจำหน่ายในสหรัฐฯ โดยใช้ระบบไฮบริดจากพันธมิตรอย่าง Toyota
- New CX-5 Hybrid: Mazda เตรียมพัฒนาระบบไฮบริดที่เป็นเทคโนโลยีของตัวเอง (In-house) เพื่อบรรจุลงใน CX-5 รุ่นถัดไป ซึ่งเป็นรถรุ่นทำเงินหลักของค่าย
- การกลับมาของ CX-3: มีการยืนยันถึงการกลับมาของ SUV ขนาดเล็กอย่าง CX-3 ซึ่งคาดว่าจะมาพร้อมขุมพลังไฮบริดเช่นกัน
มุมมองวิเคราะห์ ความใจเย็นที่เป็นกลยุทธ์
หลังจากความพยายามที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักกับ MX-30 (รถ EV รุ่นแรกที่มีระยะทางวิ่งค่อนข้างจำกัด) Mazda ดูเหมือนจะเรียนรู้ว่าการเป็น “ผู้นำเทคโนโลยี” อาจไม่สำคัญเท่ากับการเป็น “ผู้ชนะในตลาด” การมุ่งสร้างความแข็งแกร่งในไลน์อัพ Hybrid ที่เป็นมิตรต่อการใช้งานจริงในปัจจุบัน คือการสร้างกระแสเงินสดเพื่อรอจังหวะที่โครงสร้างพื้นฐานของรถ EV พร้อมกว่านี้
สรุป ในขณะที่ค่ายอื่นกำลังเหยียบเบรกหลังเร่งเครื่อง EV มานาน Mazda กลับเป็นฝ่ายที่ค่อยๆ แตะคันเร่งอย่างใจเย็น ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นความล้มเหลวหรือชัยชนะที่งดงาม ปี 2029 จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

