ทดสอบ EURO NCAP การชนระดับ 5 ดาว TOYOTA C-HR+ BEV ไฟฟ้าใหม่

นี่คือรายงานผลการทดสอบความปลอดภัยอย่างเป็นทางการของ Toyota C-HR+ จากสถาบันทดสอบความปลอดภัยรถยนต์ยุโรป หรือ Euro NCAP ประจำเดือนพฤษภาคม ปี 2026 ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังสนใจรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์รุ่นนี้ โดยตัวรถสามารถคว้าคะแนนระดับสูงสุด 5 ดาว (★★★★★) มาครองได้อย่างน่าประทับใจ
หมายเหตุสำคัญจาก Euro NCAP: Toyota C-HR+ รุ่นนี้ เป็นรถยนต์คู่แฝด (Partner Model) ที่แชร์แพลตฟอร์มและโครงสร้างหลักร่วมกับ Toyota bZ4X ที่เคยรับการทดสอบไปก่อนหน้านี้ในปี 2025 ทาง Euro NCAP ได้ทำการทดสอบเพิ่มเติมในบางส่วนเพื่อยืนยันความถูกต้องและความปลอดภัยที่สมบูรณ์ แต่ผลลัพธ์และคะแนนส่วนใหญ่จะถูกยกยอดอ้างอิงมาจากรุ่น bZ4X
ข้อมูลทั่วไปของรถยนต์ที่ถูกทดสอบ (Vehicle Overview)
สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ ทาง Euro NCAP ได้นำรถ Toyota C-HR+ Long Range (รุ่นพวงมาลัยซ้าย LHD) ปีโมเดล 2025 ซึ่งเป็นรถยนต์สไตล์ SUV ในเซกเมนต์ Small SUV (เอสยูวีขนาดเล็ก) มีน้ำหนักตัวรถ (Kerb Weight) อยู่ที่ 2,000 กิโลกรัม มาเป็นตัวแทนในการทดสอบ โดยผลคะแนนความปลอดภัยทั้งหมดนี้ สามารถใช้รับรองและครอบคลุมกับ Toyota C-HR+ ได้ในทุกรุ่นย่อยที่มีวางจำหน่าย
สรุปเปอร์เซ็นต์คะแนนใน 4 หัวข้อหลัก
ประสิทธิภาพการปกป้องและระบบช่วยเหลือของ Toyota C-HR+ ถูกแบ่งสัดส่วนคะแนนออกมาในระดับเกณฑ์ดีเยี่ยมผ่าน 4 หัวข้อประเมินหลัก ดังนี้
- ด้านการปกป้องผู้โดยสารผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection): ทำคะแนนได้สูงถึง 88% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมาก (Good)
- ด้านการปกป้องผู้โดยสารเด็ก (Child Occupant Protection): ทำคะแนนได้ 85% อยู่ในเกณฑ์ดีมาก (Good) เช่นกัน
- ด้านการปกป้องผู้ร่วมใช้ถนนที่มีความเปราะบาง (Vulnerable Road Users): ทำคะแนนได้ 80% อยู่ในเกณฑ์ดี (Adequate)
- ด้านระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัย (Safety Assist): ทำคะแนนได้ 79% อยู่ในเกณฑ์ดี (Adequate)
เจาะลึกรายละเอียดผลการทดสอบแต่ละด้าน (Deep Dive)
1. การปกป้องผู้โดยสารผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection) — 88%
โครงสร้างตัวถังและการทำงานของถุงลมนิรภัยสามารถเซฟตี้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าได้เป็นอย่างดี โดยมีจุดเด่นและจุดที่ต้องพิจารณาดังนี้:
- การชนแบบเยื้องหน้า (Frontal Offset): ห้องโดยสารยังคงรักษาเสถียรภาพและคงรูปได้ดีเยี่ยมหลังการปะทะ หุ่นจำลองบันทึกค่าการปกป้องบริเวณ หัวเข่าและกระดูกต้นขา (Knees & Femurs) อยู่ในระดับดี (Good) ทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสาร ทางโตโยต้าพิสูจน์ให้เห็นว่า ตัวรถสามารถให้ความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารที่มีขนาดร่างกายและนั่งในตำแหน่งที่แตกต่างกันได้อย่างเท่าเทียม
- ความเป็นมิตรต่อคู่กรณี: จากการวิเคราะห์อัตราการหน่วงความเร็วของรถทดสอบ และการยุบตัวของแบริเออร์ พบว่ารถรุ่นนี้จัดเป็น คู่ชนที่มีความรุนแรงระดับปานกลาง (Moderately Benign) ไม่ทำอันตรายรุนแรงต่อรถคันที่วิ่งมาชน
- การชนหน้าเต็ม (Full-Width Rigid Barrier): การปกป้องร่างกายส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีหรือยอมรับได้ แต่ค่าแรงกดทับบริเวณ หน้าอกของคนขับถูกประเมินอยู่ในระดับพอใช้ (Marginal)
- การชนด้านข้าง (Lateral Impact): ในการทดสอบแบบ Side Barrier รถรุ่นนี้ทำได้ยอดเยี่ยมและ คว้าคะแนนเต็ม โดยปกป้องอวัยวะสำคัญได้ระดับดีเยี่ยม (Good) แต่หากเป็นการชนเสาด้านข้าง (Side Pole Impact) ซึ่งมีความรุนแรงสูงกว่า การปกป้องหน้าอกจะดรอปลงมาอยู่ที่ระดับ พอใช้ (Marginal)
- ระบบป้องกันการเหวี่ยงข้ามฝั่ง (Far-Side Excursion): อยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ (Adequate) ตัวรถมีการติดตั้ง ถุงลมนิรภัยคั่นกลางระหว่างเบาะหน้า (Centre Airbag) เพื่อลดอาการบาดเจ็บจากการที่ศีรษะหรือร่างกายของผู้โดยสารตอนหน้าเหวี่ยงมาปะทะกันเอง ซึ่งทำงานได้ดีในระหว่างการทดสอบ
- การบาดเจ็บที่คอ (Whiplash): ทั้งเบาะนั่งและพนักพิงศีรษะคู่หน้า รวมถึงผลวิเคราะห์โครงสร้างของเบาะหลัง ให้การป้องกันอาการบาดเจ็บสะบัดของต้นคอเมื่อถูกชนท้ายได้ในระดับ ดีเยี่ยม (Good)
- ระบบกู้ภัยหลังเกิดอุบัติเหตุ (Rescue & Extrication): ได้คะแนน 2.7/4 คะแนน ตัวรถมีระบบ Advanced eCall เพื่อแจ้งเหตุไปยังหน่วยฉุกเฉินอัตโนมัติ มีระบบเบรกหลากต่อเนี่อง (Multi-collision brake) ป้องกันการชนซ้ำซ้อน และระบบกระจก/ประตูรถได้รับการรับรองว่าสามารถเปิดออกได้เองหากรถจมน้ำเพื่อให้ผู้โดยสารอพยพได้ทันท่วงที (Submergence Compliant)
2. การปกป้องผู้โดยสารเด็ก (Child Occupant Protection) — 85%
คะแนนความปลอดภัยสำหรับเด็กเล็กที่นั่งบนคาร์ซีท (CRS) อยู่ในเกณฑ์สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเซกเมนต์:
- ผลทดสอบการชน (Crash Test Performance): สำหรับหุ่นจำลองเด็กอายุ 6 ขวบ ได้รับการปกป้องร่างกายในระดับดีเยี่ยม (Good) ในทุกพื้นที่วิกฤต ส่วนหุ่นเด็ก 10 ขวบ ได้รับการปกป้องในระดับดีถึงยอมรับได้ (Adequate) ในส่วนของการชนด้านหน้า ส่วนการชนด้านข้างนั้นทำคะแนนได้เต็ม ปกป้องได้ดีเยี่ยม (Good) ทั้งสองช่วงอายุ
- การติดตั้งคาร์ซีท (Child Seat Installation): ได้คะแนนเต็ม 12/12 คะแนน คาร์ซีทมาตรฐานทุกรูปแบบที่ได้รับการออกแบบมา สามารถติดตั้งเข้ากับจุดยึดของรถได้อย่างแน่นหนาและง่ายดาย
- จุดยึดนิรภัย: ติดตั้งจุดยึดมาตรฐาน i-Size และ Isofix มาให้ที่เบาะนั่งแถวที่ 2 ฝั่งริมหน้าต่างทั้งซ้ายและขวา (Row 2 Outboard) ส่วนเบาะผู้โดยสารหน้าและเบาะกลางแถวสอง จะไม่รองรับจุดยึดประเภทนี้
- ระบบตรวจสอบเด็กในรถ (Child Presence Detection): ตัวรถมีระบบตรวจจับและแจ้งเตือนอ้อมๆ หากลืมเด็กหรือทารกไว้ในรถ แต่เนื่องจากเป็นระบบทางอ้อม (Indirect System) ทาง Euro NCAP จึงไม่มีการให้คะแนนเสริมในส่วนนี้ตามเกณฑ์มาตรฐานใหม่
3. การปกป้องผู้ร่วมใช้ถนนที่มีความเปราะบาง (Vulnerable Road Users) — 80%
การออกแบบโครงสร้างภายนอกเพื่อลดแรงกระแทกต่อคนเดินถนนและนักปั่นจักรยาน รวมถึงระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety):
- โครงสร้างตัวถังด้านหน้า: การทดสอบแรงกระแทกบริเวณศีรษะส่วนใหญ่ทำได้ดีหรือยอมรับได้ แต่จะมีจุดที่สร้างความบาดเจ็บรุนแรงระดับ Poor อยู่บริเวณเสาโครงกระจกหน้า (A-Pillars) ที่มีความแข็ง และฐานกระจกบังลมหน้า นอกจากนี้บริเวณ กระดูกต้นขา (Femur) ถูกประเมินค่าออกมาไม่ดี (Poor) เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่หัวเข่าและหน้าแข้งปกป้องได้ดีเยี่ยม
- ระบบ AEB Pedestrian (คนเดินถนน): ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติทำงานได้มีประสิทธิภาพในเวลากลางวันและกลางคืน แต่ข้อจำกัดคือ ระบบจะไม่ตอบสนองหรือทำงานเมื่อมีคนเดินถนนอยู่ด้านหลังรถในขณะที่รถกำลังเข้าเกียร์ถอยหลัง
- ระบบ AEB Cyclist (นักปั่นจักรยาน): ทำคะแนนได้อย่างยอดเยี่ยมที่ 7.8/8 คะแนน รองรับสถานการณ์จำลองที่หลากหลายรวมถึงระบบ Cyclist Dooring Prevention ที่จะส่งสัญญาณเตือนที่ประตูทุกบานเพื่อป้องกันการเปิดประตูรถไปกระแทกจักรยานที่ปั่นมาจากด้านหลังรถ
- ระบบ AEB & Lane Support Motorcyclist (รถจักรยานยนต์): ได้คะแนนเต็ม 100% (6/6 และ 3/3 คะแนน) สามารถตอบสนอง ตรวจจับ และเบรกหลบหลีก รวมถึงดึงพวงมาลัยหลบรถบิ๊กไบค์หรือรถจักรยานยนต์บนท้องถนนได้อย่างแม่นยำในทุกสถานการณ์ทดสอบ
4. ระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัย (Safety Assist) — 79%
เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานโรงงานควบคุมสถานการณ์ขับขี่ได้เสถียร:
- ระบบควบคุมความเร็ว (Speed Assistance): มาพร้อมฟังก์ชันตรวจจับป้ายจำกัดความเร็วบนพื้นผิวถนนผ่านกล้องและแผนที่นำทาง (Camera & Map) พร้อมระบบล็อกความเร็วแปรผันอัจฉริยะ (Intelligent ACC) ที่มีความแม่นยำสูง
- ระบบตรวจจับสถานะผู้ขับขี่ (Driver Monitoring System): เป็นเทคโนโลยี Direct Eye Monitoring (ใช้กล้องจับที่ดวงตาของผู้ขับขี่โดยตรง) เริ่มทำงานตั้งแต่ความเร็ว 10 กม./ชม. เป็นต้นไป สามารถตรวจจับอาการเหนื่อยล้า (Fatigue) ความง่วงนอน (Drowsiness) และอาการใจลอยเสียสมาธิ (Distraction) เพื่อส่งสัญญาณเตือนอย่างทันท่วงที
- ระบบรักษาช่องทางเดินรถ (Lane Support): ฟังก์ชัน Lane Trace Alert (LKA & ELK) ทำคะแนนได้ เต็ม 3/3 คะแนน โดยระบบจะค่อยๆ ช่วยควบคุมและประคองพวงมาลัยอย่างนุ่มนวลหากรถเริ่มเบนออกจากเส้นเลน และจะเข้าแทракแซงอย่างรวดเร็วในสถานการณ์วิกฤตที่เสี่ยงต่อการหลุดโค้งหรือชน
- ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติระหว่างรถยนต์ (AEB Car-to-Car): ทำคะแนนได้สูงถึง 8/9 คะแนน ระบบพึ่งพาการทำงานร่วมกันระหว่างกล้องและเรดาร์หน้ารถ (Camera & Radar) ตอบสนองต่อรถคันหน้าทั้งในกรณีที่รถคู่กรณีจอดนิ่ง ขับขี่ช้ากว่า หรือกำลังเบรกกะทันหันได้อย่างปลอดภัย
สรุปข้อมูลอุปกรณ์ปกป้องและถุงลมนิรภัย (Standard Safety Equipment)
ในส่วนของอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานโรงงานเพื่อปกป้องผู้โดยสารภายในห้องโดยสาร มีรายละเอียดการกระจายตำแหน่งติดตั้งดังต่อไปนี้
ระบบถุงลมนิรภัยคู่หน้าและหัวเข่า: ถุงลมนิรภัยคู่หน้า (Front Airbag) มีติดตั้งให้ทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้าเป็นมาตรฐาน ส่วนถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่า (Knee Airbag) จะมีติดตั้งให้เฉพาะฝั่งผู้ขับขี่เท่านั้น ฝั่งผู้โดยสารหน้าจะไม่มีติดตั้งมาให้
ระบบถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านนิรภัย: ตัวรถได้รับการติดตั้งถุงลมนิรภัยด้านข้าง-ศีรษะ (Side Head Airbag) ถุงลมนิรภัยด้านข้าง-หน้าอก (Side Chest Airbag) และถุงลมนิรภัยด้านข้าง-อุ้งเชิงกราน (Side Pelvis Airbag) มาให้อย่างครบครัน ครอบคลุมทั้งฝั่งคนขับ ผู้โดยสารตอนหน้า และผู้โดยสารแถวหลังทั้งหมด
ถุงลมนิรภัยกลางห้องโดยสารและระบบเข็มขัด: มีการติดตั้งถุงลมนิรภัยคั่นกลางระหว่างเบาะหน้า (Centre Airbag) มาให้สำหรับคนขับและผู้โดยสารหน้าเพื่อป้องกันการกระแทกกันเอง (เบาะหลังไม่มี) พร้อมระบบสายเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ (Belt Pretensioner & Loadlimiter) ครบทุกตำแหน่งที่นั่งในรถ
ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันอื่นๆ: โตโยต้าเลือกที่จะไม่มีการติดตั้ง ฝากระโปรงหน้าแบบดีดตัวรับแรงกระแทก (Active Bonnet) แต่ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะอื่นๆ เช่น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB), ระบบช่วยประคองพวงมาลัยและรักษาช่องทางเดินรถ (Lane Assist), ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้า และระบบตรวจจับการเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ขับขี่ ถูกติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงานในทุกรุ่นย่อย
สรุปทัศนะเชิงความปลอดภัย: แม้ว่าจะมีจุดบกพร่องเล็กน้อยในส่วนของการปกป้องกระดูกต้นขาของคนเดินถนน และแรงกดทับหน้าอกของผู้ขับขี่ในสถานการณ์ชนหน้าเต็มแบบรุนแรง แต่ในภาพรวมระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (ADAS) และโครงสร้างการกระจายแรงกระแทกของ Toyota C-HR+ ทำผลงานได้คงเส้นคงวาและยอดเยี่ยมตามมาตรฐานยุโรป จึงสมควรได้รับเกณฑ์ความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาว ไปครองอย่างเป็นเอกฉันท์ครับ
TOYOTA C-HR+ EV ใหม่ 467 กม./ชาร์จ EPA ในสหรัฐฯ หรือ 1.20 ล้านบาทโดยประมาณ
