เปิดขายญี่ปุ่น 338,000 บาท Mazda Flair MHEV ใหม่ อีกร่างของ Suzuki Hustler

ค่ายรถยนต์ซูม-ซูม Mazda ได้ทำการเปิดตัวรุ่นปรับโฉมใหม่ (Facelift) ของ Mazda Flair Crossover รถยนต์สไตล์ Kei Car ขนาดกะทัดรัดยอดนิยมในประเทศญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการปรับโฉมครั้งนี้เน้นไปที่การอัปเกรดรูปลักษณ์ภายนอกให้มีความสดใหม่ ควบคู่ไปกับการยกระดับเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) เพื่อปิดช่องว่างและพร้อมท้าชนกับคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันได้อย่างเต็มภาคภูมิ
สำหรับ Mazda Flair Crossover อาจจะไม่เป็นที่คุ้นหูของนักเลงรถนอกประเทศญี่ปุ่นเท่าใดนัก เนื่องจากรถรุ่นนี้เป็นรถประเภท Rebadged หรือการนำเอาฝาแฝดอย่าง Suzuki Hustler มาเปลี่ยนโลโก้ตราสัญลักษณ์เป็นของ Mazda เพื่อวางจำหน่าย ซึ่งทาง Suzuki เองก็เพิ่งจะปรับโฉม Hustler ไปไม่นาน ทำให้ทาง Mazda ต้องขยับทัพปรับโฉมตามไปในทิศทางเดียวกัน
มิติตัวถังขนาดเล็ก คล่องตัวตามกฎเหล็ก Kei Car
หากพูดถึงขนาดตัวรถของ Flair Crossover ต้องบอกว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อความคล่องตัวสำหรับการใช้งานในเมืองอย่างแท้จริง โดยมิติตัวถังเป็นไปตามข้อบังคับของรถยนต์ประเภท Kei Car ในญี่ปุ่นอย่างเข้มงวด ดังนี้:
- ความยาว: 3,395 มม. (สั้นกว่ารถสปอร์ตอย่าง Mazda MX-5 Miata ที่ยาว 3,915 มม. ถึง 520 มม.)
- ความกว้าง: 1,475 มม.
- ความสูง: 1,680 มม.
- ระยะฐานล้อ: 2,460 มม.
ดีไซน์ภายนอกใหม่ ปรับหน้าท้าชน พร้อมโลโก้ 2 ขนาด
ความเปลี่ยนแปลงทางทัศนียภาพที่เด่นชัดที่สุดของครอสโอเวอร์ไซส์มินิรุ่นนี้ อยู่ที่บริเวณกระจังหน้า โดยแบ่งการตกแต่งออกเป็น 2 สไตล์หลัก ๆ ตามเกรดรุ่นย่อย:
1. รุ่นมาตรฐาน (เกรด XG, XS และ XT)
ในรุ่นเหล่านี้จะได้รับกระจังหน้าขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด พร้อมแปะตราสัญลักษณ์โลโก้ Mazda ขนาดใหญ่เด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลางระหว่างไฟหน้าทรงกลมโตอันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบช่องดักลมบริเวณกันชนล่างใหม่ ลากยาวไปจนถึงกรอบไฟตัดหมอกและซุ้มล้อพลาสติกสีดำ
2. รุ่นสายลุย (เกรด ZS และ ZT)
รุ่นเหล่านี้จะถอดแบบความแกร่งมาจาก Suzuki Hustler Tough Wild โดยยังคงรักษากระจังหน้าทรงเรียวบาง และกันชนพลาสติกสีดำดุดันตกแต่งด้วยวัสดุสไตล์อะลูมิเนียมเหมือนรุ่นก่อนหน้า แต่จุดต่างสำคัญคือจะใช้โลโก้ Mazda ที่มีขนาดเล็กกว่าปกติบนฝากระโปรงหน้า ซึ่งคาดว่าเป็นการออกแบบเพื่อหลบชุดเซนเซอร์ของระบบความปลอดภัยขั้นสูง (ADAS) ที่ติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามา
สีสันใหม่โดนใจสายแคมป์: การปรับโฉมรอบนี้มาพร้อมกับการแนะนำสีตัวถังใหม่ล่าสุดอย่าง สีเขียว Woodland Khaki Metallic และการจับคู่สีทูโทนหลังคาต่างสี โดยในเกรด XG, XS และ XT สามารถเลือกจับคู่สีเขียวหรือสีเบจ (Soft Beige) คู่กับหลังคาสีน้ำตาลได้ ส่วนเกรดสายลุยอย่าง ZS และ ZT จะได้รับสิทธิ์จับคู่กับหลังคาสีดำสุดเท่
ห้องโดยสารเน้นฟังก์ชัน และการอัปเกรดความปลอดภัยขั้นสุด
แม้ว่าดีไซน์ภายในห้องโดยสารส่วนใหญ่จะยังคงเดิม แต่ไฮไลต์สำคัญของการปรับปรุงครั้งนี้คือการยกระดับระบบความปลอดภัยรอบคันให้เป็นมาตรฐานใหม่ โดย Mazda Flair Crossover ได้อัปเกรดมาใช้ระบบ Dual Sensor Brake Support II ของ Suzuki เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
ระบบนี้ทำงานร่วมกันระหว่างกล้องเลนส์เดี่ยว (Monocular Camera) และเรดาร์แบบคลื่นมิลลิเมตร (Millimeter-wave Radar) ช่วยให้ประสิทธิภาพในการตรวจจับคนเดินถนนและรถจักรยานยนต์แม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงขยายขอบเขตการตรวจจับรถบริเวณทางแยกที่พลุกพล่านได้อย่างปลอดภัยกว่าเดิม
ระบบความปลอดภัยและออปชันที่เพิ่มเข้ามา:
- ระบบช่วยเบรกขณะถอยหลังด้วยความเร็วต่ำ (Low-speed Forward Braking Support)
- เซนเซอร์กะระยะด้านหน้า (Front Parking Sensors)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane-keep Assist)
- ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind-spot Monitor)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมฟังก์ชันหยุดรถและออกตัวตามคิดตามรถคันหน้า (Adaptive Cruise Control with Stop-Hold)
- กระจกมองข้างพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว LED ในตัว (ทุกรุ่นย่อย)
- เบรกมือไฟฟ้า (Electronic Parking Brake) พร้อมระบบ Auto-Hold
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB-C
- หน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 9 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง (เป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่นเริ่มต้น XG)
ขุมพลัง Mild-Hybrid 660 ซีซี ประหยัดและเป็นมิตรต่อเมือง
ด้านขุมพลังยังคงเลือกใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 660 ซีซี พ่วงระบบ Mild-Hybrid อันเลื่องชื่อ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT โดยมีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า (2WD) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) แบ่งเกรดความแรงออกเป็นสองทางเลือกหลัก:
- เครื่องยนต์ธรรมดา (Naturally Aspirated): ให้กำลังสูงสุด 48 แรงม้า (PS) ทำงานร่วมกับเกียร์ CVT มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 2WD และ 4WD
- เครื่องยนต์เทอร์โบ (Turbocharged): เพิ่มความจัดจ้านด้วยกำลังสูงสุด 63 แรงม้า (PS) ซึ่งแรงทะลุเพดานสูงสุดของกฎหมายรถยนต์ Kei Car ในญี่ปุ่น เลือกได้ทั้งระบบขับเคลื่อน 2WD และ 4WD เช่นกัน
ราคาจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น
Mazda Flair Crossover เปิดรับจองในประเทศญี่ปุ่นแล้ว โดยมีระดับราคาที่น่าสนใจและถือเป็นรถครอสโอเวอร์/SUV ที่มีราคาเข้าถึงง่ายที่สุดของแบรนด์ Mazda ในปัจจุบัน (คำนวณในอัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.21 บาท):
- รุ่นเริ่มต้น เกรด XG (ขับเคลื่อน 2 ล้อ): ราคาเริ่มต้น 1,610,400 เยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 338,184 บาท)
- รุ่นท็อปสุด เกรด ZT (เครื่องยนต์เทอร์โบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ): ราคา 2,275,900 เยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 477,939 บาท)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบเทียบกันหมัดต่อหมัดแล้ว ฝั่งแฝดแท้จากค่าย Suzuki อย่าง Hustler จะมีราคาวางจำหน่ายที่ย่อมเยากว่าเล็กน้อย โดย Suzuki Hustler มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,599,400 ถึง 2,097,700 เยน (หรือประมาณ 335,874 ถึง 440,517 บาท) ซึ่งนี่เป็นเรื่องปกติของรถ Rebadged ที่แบรนด์ผู้ซื้อลิขสิทธิ์มาแปะป้าย (ในที่นี้คือ Mazda) จะตั้งราคาสูงกว่าต้นฉบับเล็กน้อยเพื่อเป็นค่าการตลาดนั่นเอง

