AAA : ทดสอบ ยืนยันว่า รถไฟฟ้า BEV ไม่ชอบหนาวจัด (-6.7°C) ส่วน ไฮบริด ไม่ชอบอากาศร้อน (35°C)

AAA : ทดสอบ ยืนยันว่า รถไฟฟ้า BEV ไม่ชอบหนาวจัด (-6.7°C) ส่วน ไฮบริด ไม่ชอบอากาศร้อน (35°C)
Spread the love
Advertisement Advertisement

ทำไมระยะทางวิ่งของรถ EV และ Hybrid ถึงไม่ตรงปก? เจาะลึกผลกระทบจากอุณหภูมิอ้างอิงจากงานวิจัย AAA

หากคุณเพิ่งถอยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) คันใหม่ และเริ่มสงสัยว่าทำไมระยะทางที่วิ่งได้จริงถึงไม่เท่ากับตัวเลขที่ค่ายรถยนต์เคลมไว้ในโบรชัวร์? แน่นอนว่าความคลาดเคลื่อนส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบการทดสอบมาตรฐาน (เช่น WLTP หรือ EPA) ซึ่งมักจะดำเนินการในสภาวะที่ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ประกอบกับการใช้ตัวเลขเพื่อผลเชิงการตลาด

แต่ความเป็นจริงแล้ว มีปัจจัยทางกายภาพที่สำคัญมากที่ส่งผลโดยตรงต่อระยะทาง นั่นคือ “อุณหภูมิสภาพแวดล้อม” รถยนต์ EV ที่เคลมระยะทาง 480 กม. หรือรถไฮบริดที่วิ่งได้ 1,280 กม. มักจะแสดงอาการอ่อนล้าเมื่อต้องขับขี่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดหรือหนาวจัด สมาคมรถยนต์แห่งอเมริกา (AAA – American Automobile Association) ได้ทำการวิจัยและอัปเดตข้อมูลในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019 เพื่อหาคำตอบว่าสภาพอากาศส่งผลต่อแบตเตอรี่และอัตราสิ้นเปลืองมากน้อยเพียงใด

วิธีการทดสอบ จำลองสภาวะการขับขี่ในห้องปฏิบัติการสุดล้ำ

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและเป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด ทีมวิศวกรของ AAA ไม่ได้นำรถออกไปขับบนถนนทั่วไป แต่พวกเขาใช้การจำลองสถานการณ์ที่ควบคุมได้ โดยมีกระบวนการดังนี้

  • รถยนต์ที่ใช้ทดสอบ: รถยนต์ไฮบริด 3 รุ่น และ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) 3 รุ่น
  • สถานที่: ห้องปฏิบัติการแบบควบคุมอุณหภูมิ (Climate-controlled test cell) ที่ติดตั้งเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าแบบไดนาโมมิเตอร์ (Dynamometer) ซึ่งเปรียบเสมือนการนำรถไปวิ่งบนลู่วิ่งในห้องแอร์
  • การตั้งค่าระบบปรับอากาศ (HVAC): ภายในห้องโดยสารของรถทุกคันถูกตั้งอุณหภูมิแอร์และฮีตเตอร์ไว้ที่ 72°F (ประมาณ 22.2°C) ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ผู้ขับขี่ทั่วไปรู้สึกสบาย
  • ตัวแปรอุณหภูมิภายนอก: จำลองสภาพอากาศภายนอกออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
    • 23.9°C (75°F): สภาพอากาศปกติ (ใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐาน)
    • 35.0°C (95°F): สภาพอากาศร้อนจัด (ตัวแทนของฤดูร้อน)
    • -6.7°C (20°F): สภาพอากาศหนาวจัด (ตัวแทนของฤดูหนาว)

ผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัด (35°C) กินไฟเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

เมื่อเปรียบเทียบกับอุณหภูมิมาตรฐานที่ 23.9°C ผลการทดสอบในสภาวะอากาศร้อนจัดที่ 35°C ซึ่งใกล้เคียงกับอากาศในประเทศไทย พบตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้:

  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV): ระยะทางที่วิ่งได้ลดลงเฉลี่ย 8.5% และประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวมลดลง 10.4%
  • รถยนต์ไฮบริด: ได้รับผลกระทบมากกว่าเล็กน้อย โดยมีอัตราการประหยัดน้ำมัน (MPG) ลดลง 12%

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ในสภาพอากาศร้อน ระบบจัดการอุณหภูมิของแบตเตอรี่ (Battery Thermal Management System) จะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหล่อเย็นแบตเตอรี่ไม่ให้ร้อนเกินไป ประกอบกับคอมเพรสเซอร์แอร์ที่ต้องดึงพลังงานไปใช้เพื่อรักษาอุณหภูมิในห้องโดยสารให้อยู่ที่ 22.2°C ตามที่ตั้งไว้

ข้อสังเกต: ตัวเลขระดับ 8-12% นี้อาจไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกมากนัก เว้นแต่ว่าคุณเป็นคนที่ชอบขับรถจนแบตเตอรี่หรือน้ำมันเกือบหมดเกลี้ยงก่อนถึงจะเติม อย่างไรก็ตาม มันส่งผลต่อ “ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร” ที่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในฤดูร้อน

Advertisement Advertisement

ผลกระทบจากสภาพอากาศหนาวจัด (-6.7°C) ตัวการสำคัญที่ทำให้ระยะทางหดหาย

ความท้าทายที่แท้จริงของระบบพลังงานทางเลือกคือสภาพอากาศที่หนาวจัด ผลการทดสอบที่อุณหภูมิติดลบแสดงให้เห็นถึงการลดลงของประสิทธิภาพอย่างน่าตกใจ:

  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV): ประสิทธิภาพการใช้พลังงานลดลงอย่างรุนแรงถึง 35.6% ส่งผลให้ระยะทางที่วิ่งได้หายไปถึง 39%
  • รถยนต์ไฮบริด: อัตราการประหยัดน้ำมันลดลงอย่างชัดเจนถึง 22.8%

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะทำงานได้ช้าลงมากเมื่ออุณหภูมิต่ำ นอกจากนี้ การทำความร้อนในห้องโดยสาร (Heater) ในรถ EV จำเป็นต้องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาสร้างความร้อนโดยตรง (ต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้ความร้อนเหลือทิ้งจากเครื่องยนต์) ทำให้สูญเสียพลังงานมหาศาล

บทสรุป เลือกรถให้เหมาะกับสภาพอากาศและไลฟ์สไตล์

ข้อมูลจาก AAA ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมของยานยนต์สมัยใหม่ได้ดีขึ้น หากคุณอาศัยอยู่ในภูมิภาคที่มีสภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่นหรือมีอุณหภูมิเฉลี่ยราวๆ 24°C ตลอดปี คุณแทบไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทางที่หายไปเลย

แต่หากคุณอยู่ในพื้นที่ที่ฤดูร้อนมีอุณหภูมิสูงมาก (เช่น ประเทศไทย) คุณอาจต้องเผื่อใจไว้ว่าระยะทางจะหายไปราวๆ 10% ดังนั้น หากคุณจำเป็นต้องวิ่งทางไกลหรือมีพฤติกรรมใช้งานจนแบตเตอรี่เหลือต่ำกว่า 20% เป็นประจำ การวางแผนจุดชาร์จล่วงหน้าคือสิ่งจำเป็น

สำหรับผู้ที่อาศัยในเมืองหนาว การประเมินระยะทางก่อนซื้อรถถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ตามที่ Greg Brannon ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์และการวิจัยของ AAA ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า:

“รถยนต์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงมากในสภาพอากาศปานกลาง แต่จะสูญเสียระยะทางไปอย่างมากในสภาพอากาศหนาวเย็น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้จากการวิจัยก่อนหน้านี้ แต่สิ่งที่เราประหลาดใจคืออัตราการประหยัดน้ำมันที่ลดลงถึง 23% ในรถไฮบริดเมื่อเจออากาศหนาว ดังนั้น ผู้ขับขี่ควรพิจารณาทั้งสภาพอากาศ ต้นทุนพลังงาน และรูปแบบการขับขี่ของตนเองอย่างถี่ถ้วน เพื่อเลือกรถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ดีที่สุด”

AAA (อ่านว่า “Triple A”) ย่อมาจาก American Automobile Association หรือ สมาคมรถยนต์แห่งอเมริกา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีความสำคัญอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและอเมริกาเหนือ

  • ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1902 (ปัจจุบันมีอายุเก่าแก่กว่า 120 ปี)
  • เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของสมาคมรถยนต์ท้องถิ่น 9 แห่ง เพื่อผลักดันเรื่องกฎหมายจราจรและการปรับปรุงถนน
  • ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 60 ล้านคนทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
  • ความช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance): เป็นบริการหลักที่เป็นสัญลักษณ์ของ AAA เช่น รถเสีย ยางแบน แบตเตอรี่หมด หรือลืมกุญแจในรถ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานการบริการระดับสูงที่ค่ายรถยนต์หลายแห่งนำไปเป็นต้นแบบ
  • การทดสอบและวิจัยยานยนต์ (Automotive Engineering and Research): AAA มีศูนย์วิจัยและวิศวกรรมที่ทำการทดสอบรถยนต์อย่างเข้มงวดและเป็นกลาง (เช่นเดียวกับงานวิจัยเรื่องระยะทางรถ EV ในสภาพอากาศต่างๆ ที่กล่าวถึงไปก่อนหน้า) ผลการทดสอบของ AAA จึงถูกนำไปอ้างอิงในระดับสากล
  • การท่องเที่ยวและประกันภัย: ให้บริการวางแผนการเดินทาง ออกใบขับขี่สากล และมีการจัดอันดับที่พัก/ร้านอาหารที่เรียกว่า “AAA Diamond Rating” (คล้ายกับ Michelin Stars แต่เน้นที่มาตรฐานความสะอาด ความปลอดภัย และการบริการ)

Carscoop

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้