Chevrolet ยุติขายรถใหม่ในจีน หลังทำตลาด 21 ปี ยอดเคยพุ่งกว่า 600,000 คัน/ปี โรงงานจีนเดินหน้าผลิตเพื่อส่งออก

Chevrolet ยุติขายรถใหม่ในจีน หลังทำตลาด 21 ปี ยอดเคยพุ่งกว่า 600,000 คัน/ปี โรงงานจีนเดินหน้าผลิตเพื่อส่งออก
Spread the love
Advertisement Advertisement

Chevrolet ยุติขายรถใหม่ในจีน หลังทำตลาด 21 ปี ยอดเคยพุ่งกว่า 600,000 คัน/ปี โรงงานจีนเดินหน้าผลิตเพื่อส่งออก

Chevrolet เตรียมยุติธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ใหม่ในประเทศจีนอย่างเป็นทางการ หลังทำตลาดมานานกว่า 21 ปี และมีฐานลูกค้าสะสมกว่า 7.5 ล้านราย ขณะที่โรงงานในจีนจะยังคงผลิตรถ Chevrolet ต่อไป แต่เปลี่ยนบทบาทเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศแทน

นับเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์จีน หลังจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์รถยนต์ต่างชาติหลายรายต้องลดขนาดธุรกิจ ถอนตัว หรือปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตรถยนต์จีน โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่หรือ NEV

รายงานจากสื่อจีนระบุว่า SAIC-GM บริษัทร่วมทุนระหว่าง SAIC Motor และ General Motors ประกาศว่า Chevrolet ซึ่งใช้สัญลักษณ์ “โบว์ไทสีทอง” จะยุติการค้าปลีกรถยนต์ใหม่สำหรับตลาดภายในประเทศจีน หลังดำเนินธุรกิจมานาน 21 ปี

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา Chevrolet มีฐานลูกค้าในจีนสะสมมากกว่า 7.5 ล้านราย

อย่างไรก็ตาม การยุติการจำหน่ายรถใหม่ในจีนครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า Chevrolet จะหายไปจากภาคการผลิตของจีนทั้งหมด เพราะโรงงานในประเทศจะยังคงผลิตรถยนต์ Chevrolet ต่อไป โดยเน้นการส่งออกเป็นหลัก

จากแบรนด์กระแสหลัก สู่การถอนตัวจากตลาดค้าปลีกจีน

Chevrolet เคยเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ร่วมทุนต่างชาติที่มีบทบาทสำคัญในตลาดจีน ในช่วงที่ตลาดรถยนต์จีนเติบโตอย่างรวดเร็ว Chevrolet สามารถสร้างยอดขายจำนวนมากจากรถยนต์นั่งและ SUV หลายรุ่น เช่น

  • Chevrolet Cruze
  • Chevrolet Malibu
  • Chevrolet Equinox
  • รวมถึงรถยนต์ครอบครัวรุ่นอื่น ๆ ของแบรนด์

โดยเฉพาะ Chevrolet Cruze ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นสำคัญที่สุดของ Chevrolet ในประเทศจีน ในช่วงที่ได้รับความนิยมสูงสุด Cruze เคยมียอดขายมากกว่า 28,000 คันต่อเดือน และกลายเป็นหนึ่งในรถยนต์นั่งยอดนิยมของกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่ ในยุคนั้น Chevrolet ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรถจากแบรนด์ต่างชาติในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ารถยนต์พรีเมียม ยอดขาย Chevrolet ในจีนช่วงสูงสุดเคยทะลุ 600,000 คันต่อปี

ขณะเดียวกัน เครือข่ายผู้แทนจำหน่ายของ Chevrolet เคยกระจายตัวอยู่ทั่วเมืองสำคัญของจีน ส่งผลให้โลโก้ “Golden Bowtie” ของ Chevrolet เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์รถยนต์ต่างชาติที่พบเห็นได้ทั่วไปบนถนนจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อรถยนต์จีนและ NEV เติบโตอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน หลังอุตสาหกรรมรถยนต์จีนเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ New Energy Vehicle – NEV ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ BEV รถ Plug-in Hybrid และรถยนต์พลังงานทางเลือกประเภทต่าง ๆ เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตจีนสามารถพัฒนารถรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดด้วยความเร็วสูง พร้อมแข่งขันด้วยทั้งราคา เทคโนโลยี ระบบช่วยขับ ห้องโดยสารอัจฉริยะ และซอฟต์แวร์ที่ได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง

การแข่งขันดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์รถยนต์ต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน Chevrolet ซึ่งมีฐานผลิตภัณฑ์จำนวนมากอยู่ในกลุ่มรถยนต์ ICE จึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Buick และ Cadillac กดดัน Chevrolet ภายในเครือ GM เอง

อีกปัจจัยสำคัญคือการแข่งขันภายในกลุ่ม SAIC-GM / General Motors มีแบรนด์หลักหลายแบรนด์ในประเทศจีน ได้แก่ Buick Cadillac และ Chevrolet เมื่อการแข่งขันในตลาดจีนรุนแรงขึ้น GM จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของแต่ละแบรนด์ใหม่ Buick มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ในจีนมาเป็นเวลานาน ขณะที่ Cadillac สามารถแข่งขันในตลาดรถยนต์พรีเมียมได้ Chevrolet จึงตกอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากต้องแข่งขันทั้งกับแบรนด์จีนที่มีราคาดึงดูดกว่า และยังมีผลิตภัณฑ์บางส่วนที่ทับซ้อนกับแบรนด์อื่นภายในเครือ GM เอง

การเปิดตัวรถใหม่ช้าลง ขณะที่ตลาดจีนเปลี่ยนเร็วขึ้น

ตลาดรถยนต์จีนในปัจจุบันมีวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์เร็วขึ้นอย่างมาก ผู้ผลิตจีนหลายรายสามารถเปิดตัวรถรุ่นใหม่หรือปรับโฉมผลิตภัณฑ์ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี รวมถึงใช้ระบบ OTA เพื่อเพิ่มคุณสมบัติใหม่หลังจากรถถูกส่งมอบไปแล้ว ในทางกลับกัน Chevrolet ถูกมองว่ามีจังหวะการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ช้าลง

นอกจากนี้ การเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนพลังงานใหม่ของ Chevrolet ในจีนก็ไม่ได้รวดเร็วเท่ากับคู่แข่งในประเทศ เมื่อรวมกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของ Chevrolet ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ปี 2025 ยอดขายเหลือประมาณ 52,000 คัน

ข้อมูลที่รายงานระบุว่า ในปี 2025 Chevrolet มียอดขายในจีนประมาณ 52,000 คัน ตัวเลขดังกล่าวลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงรุ่งเรืองที่แบรนด์เคยมียอดขายมากกว่า 600,000 คันต่อปี นั่นหมายความว่า หากเปรียบเทียบกับช่วงสูงสุด ยอดขาย Chevrolet ในจีนหดตัวลงมากกว่า 90% สถานการณ์ยังคงแย่ลงในปี 2026

Advertisement Advertisement

รายงานระบุว่า ในบางเดือนยอดขายปลีกของ Chevrolet บางช่องทางลดลงจนเหลือระดับต่ำมาก ขณะเดียวกัน ผู้แทนจำหน่ายและโชว์รูม 4S จำนวนมากได้ทยอยปิดตัวหรือถอนออกจากเครือข่าย บัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการบางช่องทางของ Chevrolet ในจีนยังไม่มีการอัปเดตเป็นระยะเวลานานกว่า 1 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการลดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องก่อนการประกาศยุติธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ใหม่

SAIC-GM ต่อสัญญาถึงปี 2047 แต่เน้น Buick และ Cadillac

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การถอน Chevrolet ออกจากธุรกิจค้าปลีกในประเทศจีนไม่ได้หมายความว่า General Motors จะถอนตัวจากประเทศจีน ในทางตรงกันข้าม ก่อนหน้านี้ SAIC Motor และ General Motors เพิ่งต่ออายุข้อตกลงบริษัทร่วมทุนระหว่างกัน ระยะเวลาความร่วมมือถูกขยายไปจนถึงปี 2047 สะท้อนให้เห็นว่า GM ยังคงมองจีนเป็นหนึ่งในตลาดและฐานการผลิตที่มีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ใหม่ของบริษัทจะเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่มีศักยภาพมากกว่า โดยธุรกิจของ GM ในตลาดจีนจะมุ่งไปที่สองแบรนด์หลัก ได้แก่ Buick และ Cadillac การตัดสินใจดังกล่าวจึงอาจมองได้ว่าเป็นการปรับโครงสร้างพอร์ตแบรนด์ มากกว่าการถอนตัวจากตลาดจีนทั้งหมด

Chevrolet ยังผลิตในจีน แต่จะส่งออกทั้งหมด

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของประกาศครั้งนี้คือ Chevrolet จะ ไม่ได้หยุดผลิตรถยนต์ในประเทศจีน โรงงานของ SAIC-GM จะยังสามารถผลิตรถยนต์ภายใต้แบรนด์ Chevrolet ต่อไป แต่รถยนต์เหล่านี้จะไม่ได้มุ่งจำหน่ายให้ลูกค้าภายในประเทศจีนอีกต่อไป ผลิตภัณฑ์จะถูกเปลี่ยนทิศทางไปยังตลาดส่งออก เท่ากับว่าโรงงานจีนกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ฐานผลิตเพื่อจำหน่ายในจีน” ไปสู่ “ฐานการผลิต Chevrolet เพื่อส่งออกตลาดต่างประเทศ”

แนวทางนี้มีความสำคัญต่อ GM เนื่องจากจีนมีซัพพลายเชนอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ ต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ รวมถึงระบบโลจิสติกส์สำหรับการส่งออกรถยนต์ที่พัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น ถึงแม้ Chevrolet จะไม่สามารถแข่งขันในตลาดค้าปลีกจีนได้เหมือนในอดีต แต่กำลังการผลิตในจีนยังคงสามารถถูกนำมาใช้สำหรับตลาดต่างประเทศได้

เจ้าของ Chevrolet เดิมยังได้รับบริการหลังการขาย

สำหรับผู้ใช้ Chevrolet ที่มีรถอยู่แล้ว บริษัทระบุว่าจะยังคงรับประกันเรื่อง

  • การบริการหลังการขาย
  • การบำรุงรักษา
  • การซ่อมแซม
  • การจัดหาอะไหล่
  • สิทธิของเจ้าของรถเดิม

ลูกค้า Chevrolet เดิมสามารถใช้ช่องทางบริการที่ได้รับอนุญาตของ Buick เพื่อดูแลรักษารถยนต์ได้ ดังนั้น การยุติการค้าปลีกรถยนต์ Chevrolet ใหม่ จึงไม่ได้หมายความว่าจะยุติการให้บริการรถยนต์ที่มีอยู่ในตลาดทันที ประเด็นดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจาก Chevrolet มีฐานลูกค้าสะสมในจีนกว่า 7.5 ล้านรายตลอดระยะเวลา 21 ปี

อีกสัญญาณของยุคเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมรถยนต์จีน

กรณีของ Chevrolet สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดรถยนต์จีน ในอดีต แบรนด์รถยนต์ต่างชาติและบริษัทร่วมทุนจีน-ต่างชาติครองตลาดส่วนใหญ่ ขณะที่ผู้ผลิตจีนมักแข่งขันในตลาดระดับล่าง แต่สถานการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตจีนสามารถแข่งขันได้ทั้งด้านเทคโนโลยี คุณภาพ ราคา การออกแบบ ระบบไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ และระบบช่วยขับ แบรนด์อย่าง BYD, Geely, Chery, Changan, GAC, Li Auto, XPENG, Leapmotor รวมถึงผู้ผลิตรายอื่น ๆ กำลังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ผลิตต่างชาติหลายรายจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการลดกำลังการผลิต ปิดโรงงาน ปรับโครงสร้างเครือข่าย หรือร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตจีนมากขึ้น

การยุติธุรกิจค้าปลีกรถใหม่ของ Chevrolet ในจีนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของแบรนด์เดียว แต่เป็นอีกตัวอย่างของการเปลี่ยนสมดุลอำนาจในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จากตลาดใหญ่ สู่ฐานผลิตเพื่อส่งออก

ในอีกมุมหนึ่ง การเปลี่ยนโรงงานจีนให้เป็นฐานส่งออก Chevrolet อาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ใหม่ของ General Motors

แทนที่จะลงทุนแข่งขันอย่างหนักในตลาดจีนที่มีสงครามราคาและผลิตภัณฑ์ใหม่เปิดตัวอย่างรวดเร็ว GM สามารถใช้ศักยภาพของโรงงาน ซัพพลายเชน และต้นทุนการผลิตในประเทศจีน เพื่อผลิตรถสำหรับตลาดอื่น นั่นทำให้บทบาทของจีนสำหรับ Chevrolet กำลังเปลี่ยนจาก “ตลาดปลายทาง” ไปเป็น “ศูนย์กลางการผลิตเพื่อการส่งออก”

สรุป

Chevrolet กำลังปิดฉากการทำตลาดรถยนต์ใหม่ในจีน หลังดำเนินธุรกิจมานาน 21 ปี และมีฐานลูกค้าสะสมกว่า 7.5 ล้านราย จากแบรนด์ที่เคยมียอดขายสูงกว่า 600,000 คันต่อปี และมีรถยอดนิยมอย่าง Chevrolet Cruze ซึ่งเคยขายได้มากกว่า 28,000 คันต่อเดือน ยอดขายในปี 2025 ลดลงเหลือประมาณ 52,000 คัน

ปัจจัยสำคัญมาจากการแข่งขันของแบรนด์จีน การเติบโตของรถยนต์ NEV การแข่งขันด้านราคา การพัฒนารถรุ่นใหม่ที่รวดเร็ว รวมถึงการปรับกลยุทธ์ของ General Motors ให้เน้น Buick และ Cadillac มากขึ้น อย่างไรก็ตาม Chevrolet ไม่ได้ถอนตัวออกจากภาคการผลิตของจีนทั้งหมด โรงงานยังคงผลิตรถ Chevrolet ต่อไป แต่รถยนต์ที่ผลิตจะเปลี่ยนไปเน้น การส่งออกต่างประเทศ

ขณะที่ลูกค้าเดิมในจีนยังคงได้รับบริการหลังการขาย การซ่อมบำรุงและการจัดหาอะไหล่ผ่านเครือข่ายที่เกี่ยวข้องของ SAIC-GM การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน จากยุคที่แบรนด์ต่างชาติครองตลาด ไปสู่ยุคที่ผู้ผลิตจีนกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางการแข่งขันมากขึ้นเรื่อย ๆ

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้