จีนสั่งระงับส่งออกน้ำมันดีเซล-เบนซิน สั่ง Sinopec และ PetroChina มีผลทันที

จีนสั่งระงับส่งออกน้ำมันเบนซิน-ดีเซลด่วน! รับมือวิกฤตตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ
ปักกิ่ง, 5 มีนาคม 2026 — รัฐบาลจีนโดยคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ออกคำสั่งด่วนถึงบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัฐ อาทิ Sinopec, PetroChina, CNOOC และ Sinochem รวมถึงโรงกลั่นเอกชนรายใหญ่อย่าง Zhejiang Petrochemical ให้ระงับการส่งออกน้ำมันดีเซลและเบนซินโดยมีผลทันที ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงจนกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก
ปิดประตูป้องกันวิกฤตในบ้าน
รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนได้เรียกประชุมตัวแทนจากโรงกลั่นน้ำมันเพื่อสั่งการด้วยวาจา (Verbal instruction) ให้หยุดลงนามในสัญญาขายน้ำมันใหม่ และพยายามเจรจายกเลิกการส่งสินค้าที่ตกลงไว้ก่อนหน้านี้ โดยมีข้อยกเว้นเพียงเล็กน้อยสำหรับน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) และน้ำมันเตาสำหรับเดินเรือที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บน รวมถึงการส่งน้ำมันไปยังฮ่องกงและมาเก๊า
สาเหตุหลักที่ทำให้จีนตัดสินใจเช่นนี้คือ:
-
การปิดตายช่องแคบฮอร์มุซ: หลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะรุนแรงในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกหยุดชะงักลง โดยจีนพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 57% ของการนำเข้าทั้งหมด
-
ปกป้องอุปทานในประเทศ: แม้จีนจะมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองทางยุทธศาสตร์ในระดับสูง (สถิติใหม่ 1.2 พันล้านบาร์เรลเมื่อต้นปี) แต่รัฐบาลเลือกที่จะ “เก็บไว้ใช้เอง” เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเศรษฐกิจและระบบขนส่งในประเทศจะไม่เป็นอัมพาตหากสงครามยืดเยื้อ
-
สกัดเงินเฟ้อ: การระงับส่งออกช่วยรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันในจีนให้คงที่ ลดผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
ตลาดเอเชียจ่อเผชิญ “สภาวะน้ำมันตึงตัว”
การถอนตัวของจีนในฐานะผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปรายใหญ่ที่สุดของเอเชีย กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อประเทศเพื่อนบ้าน:
-
ค่าการกลั่นพุ่งสูง: โรงกลั่นในสิงคโปร์และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอาจเห็นกำไร (Refining Margins) พุ่งสูงขึ้นจากอุปทานที่หายไป แต่ต้องแลกมาด้วยความยากลำบากในการหาแหล่งน้ำมันดิบทดแทน
-
ราคาน้ำมันขายปลีกเสี่ยงขาขึ้น: ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป เช่น ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย อาจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการแข่งขันแย่งชิงน้ำมันจากแหล่งอื่น (Spot market)
-
การปรับลดกำลังการผลิต: รายงานระบุว่าโรงกลั่นบางแห่งในจีนเริ่มลดกำลังการผลิตลงราว 20% แล้ว เนื่องจากความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันดิบที่จะป้อนเข้าสู่โรงกลั่น
Advertisement Advertisement
มุมมองนักวิเคราะห์
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า การเคลื่อนไหวของจีนครั้งนี้เปรียบเสมือน “สัญญาณเตือนภัย” ว่าวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางรอบนี้รุนแรงกว่าที่คาด และการที่มหาอำนาจอย่างจีนเลือกใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายชาตินิยมด้านพลังงาน (Energy Nationalism) ที่ประเทศอื่นๆ อาจทำตามเพื่อปกป้องตัวเองจากภาวะขาดแคลน

สรุปผลกระทบต่อไทยแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้
1. ด้านราคา (กระทบหนักที่สุด)
-
ราคาน้ำมันโลกพุ่ง: เมื่อจีน (ผู้ส่งออกรายใหญ่) หยุดส่งออก และช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวสูงขึ้นเกิน $83 – $85 ต่อบาร์เรล และมีโอกาสแตะ $100 หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
-
ราคาขายปลีกในไทย: ราคาน้ำมันในไทยอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ เมื่อน้ำมันจากจีนหายไปจากตลาดสิงคโปร์ ราคาหน้าปั๊มในไทยจึงมีแรงกดดันให้ปรับสูงขึ้นทันที โดยเฉพาะน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์
2. การรับมือของรัฐบาลไทย (มาตรการด่วน)
-
สั่งตรึงราคาดีเซล: รัฐบาลสั่งตรึงราคาดีเซลไว้ที่ประมาณ 29.94 – 30 บาท/ลิตร เป็นเวลา 15 วัน (เริ่มมีนาคม 2026) เพื่อชะลอผลกระทบต่อภาคขนส่ง
-
ใช้กองทุนน้ำมันฯ: ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังมีสภาพคล่องพอสมควร (ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท) แต่หากราคาน้ำมันโลกพุ่งไปถึง $120 กองทุนฯ อาจต้องปรับเพดานราคาดีเซลขึ้นเป็น 33 – 35 บาท/ลิตร
-
สั่งห้ามส่งออกน้ำมัน: เพื่อความมั่นคง รัฐบาลไทยเองก็ได้สั่ง ระงับการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2026 เพื่อเก็บน้ำมันสำรองไว้ใช้ในประเทศให้ครบ 60-61 วัน
3. ความเสี่ยงด้านการขาดแคลน
-
ปริมาณสำรอง: ไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ประมาณ 2 เดือน (61 วัน) ดังนั้นในระยะสั้น “น้ำมันจะไม่ขาดแคลน” จนถึงขั้นไม่มีให้เติม แต่จะมีปัญหาเรื่อง “ราคาแพง” แทน
-
การหาแหล่งนำเข้าใหม่: กระทรวงพลังงานกำลังเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากที่อื่น เช่น สหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก และมาเลเซีย เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลางที่กำลังมีสงคราม
สรุปสั้นๆ: > คนไทยจะเจอ “น้ำมันแพงขึ้น” แน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มเบนซิน ส่วนดีเซลรัฐบาลกำลังพยายามตรึงราคาไว้อยู่ แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมันหมดปั๊มในตอนนี้ เพราะเรามีสำรองไว้ใช้ได้อีกประมาณ 2 เดือนครับ
