เยอรมนี อัดงบ 108,951 ล้านบาท อุดหนุนซื้อรถ EV แบรนด์จีนได้แบบเต็มๆ

เยอรมนีอัดงบ 3,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 108,951 ล้านบาท หนุนรถ EV “เปิดให้ทุกค่าย” รวมถึงแบรนด์จีน
สรุปสั้น: รัฐบาลเยอรมนีเตรียมโครงการเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้ามูลค่า 3,000 ล้านยูโร เพื่อกระตุ้นยอดขายในตลาดรถที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป โดย ไม่จำกัดประเทศต้นกำเนิด ทำให้ผู้ผลิตจีนอย่าง BYD มีสิทธิ์เข้าร่วมเช่นเดียวกับค่ายยุโรปและสหรัฐฯ
ทำไมเยอรมนีต้องออกมาตรการใหม่?
ความต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในเยอรมนีชะลอตัวอย่างชัดเจน หลังนโยบายอุดหนุนเดิมสิ้นสุดลงเมื่อปลายปี 2023 ส่งผลให้ตลาด EV ซึ่งเคยเติบโตด้วยแรงส่งจากเงินสนับสนุน ต้องเผชิญแรงต้านทั้งด้านราคาและความเชื่อมั่นผู้บริโภค
มาตรการชุดใหม่นี้จึงถูกวางเป็น “ตัวเร่ง” เพื่อดันการยอมรับ EV กลับมาอีกครั้ง พร้อมพยุงอุตสาหกรรมยานยนต์ของยุโรปในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ไฮไลต์สำคัญ เปิดให้ทุกผู้ผลิต รวมถึงแบรนด์จีน
ประเด็นที่ถูกจับตาที่สุดคือ เยอรมนีจะ ไม่กำหนดข้อจำกัดตามประเทศต้นกำเนิด ของรถที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งหมายความว่าแบรนด์จีนสามารถเข้าร่วมได้
คาร์สเทน ชไนเดอร์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมเยอรมนี ระบุในงานแถลงข่าวว่า เขาไม่เห็นหลักฐานของ “การหลั่งไหลครั้งใหญ่” ของผู้ผลิตจีนบนท้องถนนหรือในตัวเลข จึงเลือกเผชิญการแข่งขันโดยไม่ใช้มาตรการปิดกั้น
- ผลเชิงตลาด: เพิ่มตัวเลือก EV ที่ราคาเข้าถึงง่ายสำหรับผู้บริโภค
- ผลเชิงการแข่งขัน: ค่ายยุโรปต้องเร่งความคุ้มค่า/เทคโนโลยีเพื่อสู้ในสนามเดียวกัน
- ผลเชิงนโยบาย: เยอรมนีส่งสัญญาณ “เปิดตลาด” มากกว่าการตั้งเงื่อนไขด้านภูมิรัฐศาสตร์
วงเงินอุดหนุนเท่าไหร่? ใครได้ประโยชน์มากสุด?
โครงการคาดว่าจะสนับสนุนการซื้อรถได้ราว 800,000 คัน ภายในปี 2029 โดยเงินอุดหนุนอยู่ในช่วงประมาณ 1,500–6,000 ยูโร หรือประมาณ 54,475 – 217,900 บาท และออกแบบมาเพื่อช่วย กลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง เป็นหลัก
กลุ่มที่น่าจะได้อานิสงส์ชัดเจน
- ผู้ซื้อรถคันแรกที่ลังเลเพราะ “ส่วนต่างราคา” ระหว่าง EV กับรถน้ำมัน
- ครัวเรือนรายได้ต่ำ-กลาง ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายระยะยาว แต่ติดเงื่อนไขราคาหน้าร้าน
- แบรนด์ที่ทำ EV ราคาจับต้องได้ (รวมถึงหลายแบรนด์จากจีน)
ภาพเปรียบเทียบ: เยอรมนี “เปิดกว้าง” ต่างจาก UK และฝรั่งเศส
ท่าทีของเยอรมนีสวนทางกับบางประเทศในยุโรปที่กำหนดเงื่อนไขจนทำให้รถ EV จากจีน “เข้าไม่ถึง” เงินสนับสนุนได้ง่ายนัก เช่น สหราชอาณาจักรที่มาตรการอุดหนุนในปีก่อนหน้ามีผลตัดรถจีนออกไปโดยพฤตินัย หรือฝรั่งเศสที่มีแนวทางคล้ายกันในโครงการเช่าซื้อเพื่อสังคม (social leasing)
เมื่อเยอรมนีเลือกใช้แนวทางเปิดตลาด การแข่งขันด้านราคามีแนวโน้มทวีความเข้มข้น และอาจทำให้การตัดสินใจซื้อ EV ของผู้บริโภค “ง่ายขึ้น” หากส่วนลดหน้าร้านชัดเจน
มุมมองเชิงอุตสาหกรรม: เยอรมนี-จีน ผูกกันแน่นในเกมรถยนต์
เยอรมนีมีความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจกับจีนค่อนข้างแน่นแฟ้น ขณะที่ผู้ผลิตรถเยอรมันก็เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดจีนมานาน จึงไม่แปลกที่นโยบายครั้งนี้จะเลือก “ไม่ตั้งกำแพงประเทศต้นทาง”
อีกด้านหนึ่ง จีนเองในอดีตก็มีนโยบายสนับสนุนการซื้อรถ (ทั้งเงินอุดหนุนและลดภาษีการซื้อ) ที่โดยหลักไม่ได้กีดกันแบรนด์ต่างชาติ ทำให้ทั้ง Volkswagen และ Tesla สามารถเข้าถึงแรงจูงใจระดับชาติได้ในเงื่อนไขใกล้เคียงกับผู้ผลิตท้องถิ่น
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
- เงื่อนไขรายละเอียดของโครงการ: เกณฑ์รายได้, เพดานราคารถ, ข้อกำหนดด้านสเปก/การปล่อยคาร์บอนตลอดวัฏจักร ฯลฯ (หากมี)
- ผลต่อราคาตลาด: ส่วนลดจากรัฐจะถูกสะท้อนเป็น “ราคาที่ผู้ซื้อจ่ายจริง” มากน้อยแค่ไหน
- การตอบโต้ของค่ายยุโรป: เร่งปรับไลน์อัป EV ราคาเข้าถึงง่าย และเพิ่มความคุ้มค่าฟีเจอร์
- ทิศทางการแข่งขันแบรนด์จีน: ขยายเครือข่ายจำหน่าย/บริการหลังการขายในเยอรมนีเร็วแค่ไหน
บทสรุป
โครงการอุดหนุน EV มูลค่า 3,000 ล้านยูโรของเยอรมนีเป็นสัญญาณว่า “ตลาดยุโรปยังต้องการแรงกระตุ้น” หลังช่วงซบเซาตั้งแต่นโยบายเดิมหมดอายุปลายปี 2023 และการ เปิดให้ทุกผู้ผลิตเข้าร่วมโดยไม่จำกัดประเทศ จะทำให้การแข่งขันด้านราคาและความคุ้มค่าเข้มขึ้น โดยผู้บริโภคมีแนวโน้มได้ประโยชน์จากตัวเลือกที่หลากหลายขึ้น
