Honda ส่งสัญญาณรัดเข็มขัด เตือนอาจขาดทุนสูงถึง 5.14 แสนล้านบาท งบปี 2026 ผู้บริหารยอมลดเงินเดือน 20–30% นาน 3 เดือน

Honda ส่งสัญญาณรัดเข็มขัด เตือนอาจขาดทุนสูงถึง 5.14 แสนล้านบาท งบปี 2026 ผู้บริหารยอมลดเงินเดือน 20–30% นาน 3 เดือน
Spread the love
Advertisement Advertisement

 

ข่าวช็อกวงการยานยนต์! Honda สั่งเบรกแผน EV รุ่นท็อป ยอมเฉือนเนื้อขาดทุนกว่า 5.1 แสนล้านบาท หันลุย “ไฮบริด” เต็มพิกัด

รายงานจาก Autonews สื่อรถยนต์รายใหญ่ของโลก ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของวงการยานยนต์โลก เมื่อ Honda (ฮอนด้า) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ประกาศทบทวนทิศทางองค์กรครั้งสำคัญในเดือนมีนาคม 2026 ด้วยการประกาศ “ยกเลิก” แผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) 3 รุ่นหลักที่เคยเป็นความหวังใหม่ของค่าย พร้อมยอมรับสภาพผลขาดทุนจากการตัดจำหน่าย (Write-off) มหาศาลกว่า 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรักษาเสถียรภาพของบริษัทในระยะยาว

  • งบปี FY2026 (เมษายน 2025 – มีนาคม 2026): ยังไม่ออกครับ ปีงบประมาณนี้เพิ่งปิดไปเมื่อวานนี้เอง (31 มีนาคม 2026) ตามกำหนดการปกติ Honda จะประกาศผลประกอบการแบบเต็มปีในช่วง กลางเดือนพฤษภาคม 2026

ยกเลิกโปรเจกต์ EV ความหวังใหม่ สู่การพับแผนกลางคัน

เดิมที Honda มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและระดับโกลบอล ผ่านการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าซีรีส์ใหม่ แต่ล่าสุดโปรเจกต์เหล่านี้ต้องถูกระงับสายการผลิตอย่างเป็นทางการ ได้แก่:

  • Honda 0-Series SUV: รถอเนกประสงค์ไฟฟ้าแห่งอนาคตที่ตั้งเป้าเป็นเรือธงในตลาดครอบครัว
  • Honda 0-Series Saloon: ซีดานไฟฟ้าดีไซน์ล้ำสมัยที่หวังเจาะกลุ่มผู้บริหารและคนรุ่นใหม่
  • Acura RSX: รถสปอร์ต SUV สไตล์คูเป้พลังงานไฟฟ้าภายใต้แบรนด์หรูของค่าย

เจ็บแต่จบ ตัวเลขขาดทุน 5.14 แสนล้านบาท และความรับผิดชอบของผู้บริหาร

การตัดสินใจล้มเลิกแผนการผลิตกลางคันในครั้งนี้ ส่งผลให้ Honda ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการวิจัย พัฒนา และการเตรียมการผลิตที่สูญเปล่า โดยคาดการณ์ว่าจะต้องบันทึกผลขาดทุนสูงถึง 15,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เมื่อคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 32.54 บาท มูลค่าความเสียหายครั้งนี้จะพุ่งสูงถึงประมาณ 514,132 ล้านบาท (หรือราว 2.5 ล้านล้านเยน) ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่องบการเงินประจำปีที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2026

เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผลประกอบการและการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่ผิดพลาด คณะผู้บริหารระดับสูง นำโดย CEO คุณโทชิฮิโระ มิเบะ (Toshihiro Mibe) ประกาศขอลดเงินเดือนตัวเองลง 20-30% เป็นระยะเวลา 3 เดือน

Advertisement Advertisement

วิเคราะห์เชิงลึก โดมิโนเอฟเฟกต์ที่ทำให้ Honda ต้องถอยทัพจาก EV

การที่แบรนด์ระดับโลกยอมเฉือนเนื้อตัวเองด้วยเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ ย่อมมาจากปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง:

ปรากฏการณ์ “EV Demand Cooling”

กระแสความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าล้วนทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรป เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน จุดชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม รวมถึงราคาประกันภัยและค่าซ่อมบำรุงที่สูงกว่ารถยนต์สันดาป

การแข่งขันที่ดุเดือดจาก “แบรนด์รถยนต์จีน”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่ายรถยนต์จากแดนมังกร (เช่น BYD, GAC, XPENG และแบรนด์อื่นๆ) ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ BEV ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ (เช่น Blade Battery) ซอฟต์แวร์อัจฉริยะ และที่สำคัญที่สุดคือ “สงครามราคา” ที่ทำเอาแบรนด์ญี่ปุ่นและยุโรปปรับตัวแทบไม่ทัน การฝืนทุ่มงบสู้ในตลาด BEV ที่แบรนด์จีนคุมเกมต้นทุนได้ดีกว่า อาจนำไปสู่การขาดทุนที่เรื้อรังและหนักหนากว่าเดิมในภูมิภาคเอเชียรวมถึงตลาดโลก

นโยบายรัฐและการกีดกันทางการค้า

การเปลี่ยนแปลงนโยบายในหลายประเทศ โดยเฉพาะการลดเพดานเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV Subsidy) และการผ่อนปรนมาตรฐานไอเสียให้กับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ทำให้ค่ายรถยนต์ไม่ต้องเร่งรีบผลิต EV เพื่อหนีค่าปรับด้านมลพิษอีกต่อไป รวมถึงความไม่แน่นอนของกำแพงภาษีที่ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชน

ก้าวต่อไป: กลับสู่จุดแข็ง ดัน “Hybrid” เป็นขุมพลังหลัก

นี่ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการ “ปรับยุทธวิธี” Honda เลือกที่จะนำเงินทุนและทรัพยากรที่เหลืออยู่ หันมาโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญที่สุด นั่นคือเทคโนโลยี รถยนต์ไฮบริด (Hybrid)

ภายใต้กลยุทธ์ใหม่ Honda มองว่าระบบไฮบริด (HEV และ PHEV) ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทางผ่าน (Bridge Technology) ในระยะสั้นอีกต่อไป แต่เป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันได้ดีที่สุด ทั้งในแง่ของความประหยัด ความอุ่นใจในการเดินทาง และต้นทุนที่เข้าถึงได้ โดยบริษัทเตรียมยกเครื่องแพลตฟอร์มไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะพร้อมทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2027

การประกาศเปลี่ยนทิศทางของ Honda ในครั้งนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของสมรภูมิยานยนต์ยุคเปลี่ยนผ่าน การหันกลับมาเน้นรถยนต์กลุ่มไฮบริด น่าจะส่งผลดีต่อตลาดในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ที่ผู้บริโภคยังคงให้การตอบรับรถยนต์ไฮบริดอย่างต่อเนื่อง และเป็นการตั้งหลักเพื่อรอเวลาที่เทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ Solid-state หรือโครงสร้างพื้นฐานของ BEV จะมีความพร้อมมากกว่านี้ในอนาคต

autonews

 

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้