รถยนต์ไฟฟ้า และ รถยนต์ใช้น้ำมัน ในกล้องความร้อนกลางคืน ความร้อนที่แตกต่าง

รถยนต์ไฟฟ้า และ รถยนต์ใช้น้ำมัน ในกล้องความร้อนกลางคืน ความร้อนที่แตกต่าง
Spread the love
Advertisement Advertisement

รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ถ่ายด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนในเวลากลางคืน
โดย
u/uniykใน
Damnthatsinteresting

 

 

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles) นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางวิศวกรรมที่สำคัญที่สุดในรอบศตวรรษ หนึ่งในความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) คือเรื่องของการจัดการ “ความร้อน” แม้ว่าระบบเบรกของ BEV อาจต้องรับภาระจากน้ำหนักที่มากกว่า แต่หากประเมินภาพรวมของระบบขับเคลื่อนทั้งหมด (Powertrain) รถยนต์ไฟฟ้ากลับสร้างความร้อนและมีการสะสมความร้อนต่ำกว่าเครื่องยนต์แบบดั้งเดิมอย่างมหาศาล

กฎอุณหพลศาสตร์และประสิทธิภาพเชิงความร้อน (Thermodynamics and Thermal Efficiency)

หัวใจสำคัญของความแตกต่างนี้อธิบายได้ด้วยหลักการทางฟิสิกส์ว่าด้วยประสิทธิภาพการแปลงพลังงาน (Energy Conversion Efficiency) ซึ่งสามารถประเมินได้จากสมการ

  • เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) การทำงานของเครื่องยนต์ต้องอาศัยการจุดระเบิดเชื้อเพลิงเพื่อสร้างแรงดันผลักลูกสูบ กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูงสุดเพียง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น พลังงานเชื้อเพลิงอีก 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือถูกสูญเสียไปในรูปของ “ความร้อน” (Heat Loss) ที่แผ่ออกมาจากเสื้อสูบ หม้อน้ำ และผ่านออกทางระบบไอเสีย
  • มอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor) ในทางตรงกันข้าม มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Induction) ซึ่งสามารถแปลงพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นพลังงานกลได้ด้วยประสิทธิภาพสูงถึง 85 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ การสูญเสียพลังงานในรูปของความร้อนจึงเกิดขึ้นน้อยมาก ทำให้ห้องเครื่องของรถ BEV ไม่มีอุณหภูมิสะสมที่รุนแรง

กระบวนการกำเนิดพลังงานที่ไร้การเผาไหม้ (Zero Internal Combustion)

อุณหภูมิในการทำงานของระบบขับเคลื่อนทั้งสองประเภทแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจากจุดกำเนิดพลังงาน:

รถยนต์ ICE อาศัยการจุดระเบิดในห้องเผาไหม้ ซึ่งอุณหภูมิขณะเกิดการระเบิดอาจพุ่งสูงเกิน 2,000 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ความร้อนจากก๊าซไอเสียที่ถูกปล่อยผ่านท่อร่วมไอเสีย (Exhaust Manifold) และแคตตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ (Catalytic Converter) ยังมีอุณหภูมิสูงถึง 600 ถึง 800 องศาเซลเซียส ความร้อนปริมาณมหาศาลนี้กระจายตัวอยู่ใต้ท้องรถและห้องเครื่องตลอดการทำงาน

ส่วนรถยนต์ BEV ไม่มีการจุดระเบิดหรือการเผาไหม้ใดๆ อุณหภูมิการทำงานของขดลวดสเตเตอร์ (Stator) และโรเตอร์ (Rotor) ในมอเตอร์ไฟฟ้า ตลอดจนชุดอินเวอร์เตอร์ (Inverter) มักจะถูกควบคุมให้อยู่ในระดับไม่เกิน 100 องศาเซลเซียสภายใต้การทำงานหนัก ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ระบบระบายความร้อนสามารถจัดการได้อย่างรวดเร็ว

การลดความร้อนจากแรงเสียดทานทางกล (Reduction of Mechanical Friction)

ความซับซ้อนของชิ้นส่วนกลไกแปรผันตรงกับการเกิดแรงเสียดทานและความร้อนสะสม

  • สถาปัตยกรรม ICE ประกอบด้วยชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวร่วมกันนับพันชิ้น ไม่ว่าจะเป็น ลูกสูบ ก้านสูบ เพลาข้อเหวี่ยง วาล์ว สายพาน และชุดเกียร์แบบอัตโนมัติหรือธรรมดาที่มีเฟืองหลายอัตราทด การเสียดสีของโลหะเหล่านี้ก่อให้เกิดความร้อนสะสมอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีระบบน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์คอยหล่อลื่นและระบายความร้อนก็ตาม
  • สถาปัตยกรรม BEV  โครงสร้างระบบขับเคลื่อนมีความเรียบง่ายแบบมินิมอล ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวหลักมีเพียงเพลาของโรเตอร์ในมอเตอร์ไฟฟ้า และส่งกำลังผ่านชุดเกียร์แบบจังหวะเดียว (Single-speed Reduction Gear) การลดชิ้นส่วนที่มีการเสียดสีลงอย่างมหาศาล จึงเป็นการตัดต้นตอของการเกิดความร้อนสะสมทางกลได้อย่างเด็ดขาด

ระบบจัดการความร้อนอัจฉริยะ (Advanced Thermal Management System – TMS)

สิ่งที่ทำให้ BEV เหนือกว่าในด้านการควบคุมอุณหภูมิ คือความแม่นยำของระบบ Thermal Management System ไม่ว่ารถยนต์คันนั้นจะใช้เทคโนโลยีเคมีแบตเตอรี่แบบ LFP (Lithium Iron Phosphate) หรือ NMC (Nickel Manganese Cobalt) วิศวกรจำเป็นต้องออกแบบระบบจัดการความร้อนที่แม่นยำขั้นสูง

Advertisement Advertisement

ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ในรถ BEV ไม่ได้มีหน้าที่แค่ “ระบายความร้อนทิ้ง” เหมือนหม้อน้ำรถยนต์ ICE แต่ทำหน้าที่ “รักษาอุณหภูมิ” (Conditioning) ของเซลล์แบตเตอรี่ให้อยู่ในช่วง 20 ถึง 40 องศาเซลเซียสอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นจุดที่วงจรเคมีทำงานได้ดีที่สุดและช่วยยืดอายุการใช้งาน (State of Health) ความร้อนที่เกิดจากชุดแบตเตอรี่และระบบ High-Voltage จะถูกดึงออกไปจัดการในระบบปิดอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่มีความร้อนแผ่ซ่านออกมาถึงห้องโดยสารหรือตัวถังภายนอก

ล้อ ยาง และระบบเบรก BEV ทำงานหนัก

แม้ว่าระบบขับเคลื่อนโดยรวมของรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) จะมีประสิทธิภาพการแปลงพลังงานสูงและสร้างความร้อนออกมาน้อยกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) อย่างเห็นได้ชัด แต่หากเราโฟกัสไปที่บริเวณจุดสัมผัสพื้นถนนอย่าง “ล้อ ยาง และระบบเบรก” เรากลับพบปรากฏการณ์ที่สวนทางกัน นั่นคือ ล้อของรถ EV มีแนวโน้มที่จะเกิดความร้อนสะสมได้รวดเร็วและรุนแรงกว่า

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของระบบ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากตัวแปรทาง พลศาสตร์ยานยนต์ (Vehicle Dynamics) และนี่คือเหตุผลทางวิศวกรรมที่อธิบายความแตกต่างนี้

ภาระน้ำหนักตัวถัง (Mass) และสมการพลังงานจลน์ (Kinetic Energy)

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง EV และ ICE คือ “น้ำหนัก” รถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องแบกรับชุดแบตเตอรี่แรงดันสูง (High-Voltage Battery) ขนาดใหญ่ ทำให้มีน้ำหนักรถเปล่า (Curb Weight) มากกว่ารถยนต์ ICE ในเซกเมนต์เดียวกันเฉลี่ย 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

ตามหลักการทางฟิสิกส์ พลังงานจลน์ของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่คำนวณได้จากสมการ E = 1/2 mv2 (มวลคูณด้วยความเร็วยกกำลังสอง) เมื่อผู้ขับขี่ทำการลดความเร็ว พลังงานจลน์มหาศาลนี้จะต้องถูกแปลงเป็น “พลังงานความร้อน” ผ่านแรงเสียดทานระหว่างผ้าเบรกและจานเบรก (Friction Braking) การที่ระบบเบรกต้องหยุดมวลน้ำหนักที่มากกว่า ย่อมหมายถึงปริมาณความร้อนที่ก่อตัวขึ้นที่ดุมล้อและจานเบรกที่สูงตามไปด้วย

แรงบิดฉับพลัน (Instant Torque) และความร้อนสะสมที่เนื้อยาง (Tire Hysteresis)

ลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้าคือความสามารถในการจ่าย แรงบิดสูงสุด (Peak Torque) ได้ทันทีตั้งแต่ 0 รอบต่อนาที แตกต่างจากเครื่องยนต์ ICE ที่ต้องใช้เวลาไต่ระดับรอบเครื่องยนต์เพื่อเรียกแรงบิด

แรงกระชากที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้ ส่งผลให้เกิดภาระหนักที่หน้าสัมผัสของยางกับพื้นถนน ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “การลื่นไถลระดับไมโคร” (Micro-slip) นอกจากนี้ โครงสร้างของยางยังต้องรับแรงบิดจนเกิดการเสียรูปและคืนตัวอย่างรวดเร็ว (Hysteresis) กระบวนการทางฟิสิกส์ในเนื้อยางนี้ทำให้สูญเสียพลังงานออกไปในรูปของ “ความร้อน” ซึ่งจะถ่ายเทสะสมเข้าสู่ล้ออัลลอยอย่างต่อเนื่อง

ข้อจำกัดของ Regenerative Braking ในสภาวะสุดขั้ว

ในการขับขี่ทั่วไป รถ EV จะใช้ระบบ Regenerative Braking หรือการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าหน่วงความเร็วเพื่อปั่นกระแสไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ ซึ่งช่วยลดการทำงานของเบรกแบบดั้งเดิมลงได้อย่างมาก ทำให้เบรกไม่ร้อน

แต่ในบริบทการใช้งานที่หนักหน่วง เช่น การขับขี่ด้วยความเร็วสูงแล้วเบรกฉุกเฉิน, การขับขี่ในสนามแข่ง (Track Day), หรือการขับลงเขาลาดชันต่อเนื่องจนแบตเตอรี่เต็ม (State of Charge 100%) ระบบ Regen จะถูกตัดการทำงานเพื่อป้องกันแบตเตอรี่เสียหาย ในจังหวะนี้ ระบบเบรกแบบแรงเสียดทาน (Friction Brakes) จะต้องเข้ามารับภาระ 100 เปอร์เซ็นต์ในการหยุดมวลรถที่หนักกว่าปกติ ส่งผลให้ความร้อนที่จานเบรกพุ่งสูงทะลุ 500 องศาเซลเซียส และอาจเกิดปรากฏการณ์จานเบรกแดง (Glowing Brakes) ได้เร็วกว่ารถ ICE

บทสรุป วิวัฒนาการสู่เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ข้อเท็จจริงทางวิศวกรรมยืนยันชัดเจนว่า รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) คือสถาปัตยกรรมยานยนต์ที่สร้างและสะสมความร้อนน้อยกว่ารถยนต์สันดาปภายใน (ICE) อย่างมีนัยสำคัญ การลดลงของความร้อนสะสมนี้ไม่ใช่เพียงผลพลอยได้ แต่เป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพการแปลงพลังงานที่เหนือกว่า การสูญเสียที่ต่ำกว่า และการนำเทคโนโลยีขับเคลื่อนแห่งอนาคตมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างเครื่องจักรที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้