เรือพาณิชย์ยังถูกโจมตีต่อเนื่องในช่องแคบฮอร์มุซ เข้าสู่วันที่ 12 ของความขัดแย้งอิหร่าน–กองกำลังสหรัฐฯ/อิสราเอล
สถานการณ์ความปลอดภัยในการเดินเรือบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงตึงเครียดอย่างหนัก โดยเรือพาณิชย์ที่ยังคงเสี่ยงเดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าวยังถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในและรอบบริเวณช่องแคบ ซึ่งล่าสุดเข้าสู่ วันที่ 12 ของความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับกองกำลังผสมสหรัฐฯ และอิสราเอล
Advertisement
Advertisement
หนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่สุดของวันนี้เกิดขึ้นกับ เรือ Mayuree Naree (มยุรี นารี) ซึ่งเป็นเรือที่ชักธงชาติไทยและอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท Precious Shipping โดยเรือลำดังกล่าวถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธบริเวณตอนเหนือของประเทศโอมาน ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือและต้องเริ่มกระบวนการอพยพลูกเรือทันที
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้สำเร็จ
ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง เรือ ONE Majesty ซึ่งเป็นเรือบรรทุกตู้สินค้าขนาด 6,724 TEU ที่ชักธงชาติญี่ปุ่น ก็ได้รับความเสียหายจากการโจมตีเช่นกัน โดยกัปตันเรือรายงานว่าตัวเรือมี รอยโหว่ขนาดประมาณ 10 เซนติเมตร จากแรงระเบิด
ขณะนี้เรือกำลังเดินทางไปยังจุดทอดสมอที่ปลอดภัย และมีรายงานว่าลูกเรือทุกคน ปลอดภัยและอยู่ครบ
นอกจากนี้ เรือ Star Gwyneth ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าเทกองประเภท Kamsarmax ชักธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ ของบริษัท Star Bulk ก็ถูกโจมตีบริเวณทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครดูไบ ส่งผลให้ตัวเรือได้รับความเสียหาย แม้จะไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในวันที่ถูกมองว่าเป็น หนึ่งในวันที่อันตรายที่สุดสำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเล นับตั้งแต่กรุงเตหะรานถูกโจมตี ซึ่งทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านกองทัพสหรัฐฯ รายงานเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า กองกำลังของตนได้ ทำลายเรือรบของอิหร่านหลายลำ ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึง เรือวางทุ่นระเบิดจำนวน 16 ลำ
ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้อิหร่าน เก็บกู้ทุ่นระเบิดทางทะเลทั้งหมด ที่อาจถูกนำไปวางในช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากอาจเป็นภัยร้ายแรงต่อการเดินเรือระหว่างประเทศ
สำหรับอุตสาหกรรมการเดินเรือโลก รวมถึงเศรษฐกิจโลกโดยรวม ขณะนี้ความสนใจหลักอยู่ที่คำถามสำคัญเพียงข้อเดียว นั่นคือ สงครามครั้งนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานเพียงใด
นักวิเคราะห์จากบริษัทโบรกเกอร์เดินเรือของกรีซ Xclusiv ระบุในรายงานล่าสุดว่า
“ตัวแปรสำคัญที่สุดในตอนนี้คือระยะเวลา”
โดยประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมการเดินเรือมีตัวอย่างที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น
หากการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว อาจส่งผลดีต่อ รายได้และมูลค่าทรัพย์สินของเรือบรรทุกน้ำมัน เนื่องจากค่าระวางเรือพุ่งสูง
แต่หากความขัดแย้งลุกลามจนกลายเป็น สงครามระดับภูมิภาคที่ยืดเยื้อ ความเสี่ยงจะเปลี่ยนจากภาวะ ช็อกด้านอุปทาน (Supply Shock) ไปสู่ ความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับมหภาค
ในมุมของอุตสาหกรรมเดินเรือ ความแตกต่างระหว่างสองสถานการณ์นี้ คือเส้นแบ่งระหว่าง
“ลาภลอยจากค่าระวางเรือ” กับ “การพังทลายของอุปสงค์การขนส่งสินค้าโลก”.