เปิดตัวปีหน้าในตลาดโลก! MAZDA CX-5 พร้อมขุมพลังใหม่ “SKYACTIV-Z HEV” ขุมพลังไฮบริดเจเนอเรชันใหม่


จับตาชม! Mazda จดเครื่องหมายการค้า “SKYACTIV-Z HEV” ขุมพลังไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ เตรียมลุยตลาดปี 2027
การก้าวข้ามขีดจำกัดของเครื่องยนต์สันดาปสู่ระบบ Strong Hybrid ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของมาสด้า
สาวกซูม-ซูม ได้ตื่นเต้นกันอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีรายงานการค้นพบการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่จากประเทศญี่ปุ่นในชื่อ “SKYACTIV-Z HEV” เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งนี่คือสัญญาณชัดเจนว่า Mazda กำลังเร่งพัฒนาขุมพลังตระกูลใหม่เพื่อตอบโจทย์เกณฑ์ไอเสียที่เข้มงวดทั่วโลก
หลังจากที่ขยายไลน์อัปของ All-New CX-5 (รุ่นปี 2026) ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานด้วยเครื่องยนต์ Mild-Hybrid (e-SKYACTIV G) ขนาด 2.5 ลิตร ทางคุณ Masahiro Moro ประธานบริหารของ Mazda ได้แย้มข้อมูลสำคัญว่า เครื่องยนต์บล็อกถัดไปอย่าง SKYACTIV-Z จะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการทำตลาดระบบ Strong Hybrid (HEV) เต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้
“SKYACTIV-Z จะเป็นขุมพลัง 4 สูบเจเนอเรชันถัดไป ที่จะเข้ามาแทนที่ตระกูล SKYACTIV-G และ SKYACTIV-X โดยมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สูงที่สุด เพื่อรองรับมาตรฐานยูโร 7 (Euro 7) และข้อบังคับ LEV4 / Tier 4 ของสหรัฐอเมริกา”
เจาะลึกเทคโนโลยีล้ำสมัยใน SKYACTIV-Z
แม้ว่ารายละเอียดเชิงลึกจะยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมด แต่ข้อมูลทางเทคนิคที่น่าสนใจของเครื่องยนต์บล็อกนี้ประกอบด้วย:
- Lambda One Combustion: ใช้ทฤษฎีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์แบบ ช่วยควบคุมอัตราส่วนผสมระหว่างอากาศและน้ำมันได้อย่างแม่นยำ ทำให้ออกซิเจนส่วนเกินเป็นศูนย์ในช่วงรอบเครื่องยนต์ที่กำหนด
- Super Lean Burn: ขยายช่วงการเผาไหม้แบบส่วนผสมบาง (Lean Burn) ตั้งแต่รอบต่ำไปจนถึงรอบสูง ทำให้ได้ค่าความร้อนสูงแต่ปล่อยมลพิษต่ำเป็นประวัติการณ์
- 2.0L Base & Toyota Hybrid System: คาดว่าจะใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตรทำงานร่วมกับระบบไฮบริดที่พัฒนาร่วมกับ Toyota เพื่อมอบอัตราประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม
MAZDA CX-5 HYBRID เปิดตัวปี 2027 ใช้เครื่องยนต์ SKYACTIV-Z
นอกจาก CX-3 รุ่นใหม่แล้ว Mazda ยังมีแผนเปิดตัว CX-5 Hybrid ในปี 2027 ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาระบบขับเคลื่อนยุคใหม่ จุดเด่นของ CX-5 Hybrid คือการนำเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-Z มาทำงานร่วมกับระบบไฮบริดที่ Mazda พัฒนาขึ้นเอง แทนการพึ่งพาระบบไฮบริดจากพันธมิตรเพียงอย่างเดียว
SKYACTIV-Z เป็นเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายในเจเนอเรชันใหม่ที่ Mazda มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์
Mazda ต้องการให้ CX-5 Hybrid มีคุณสมบัติมากกว่าความประหยัดน้ำมัน โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ขับขี่แบบเฉพาะตัวของแบรนด์ ได้แก่ ความเงียบและนุ่มนวลในเมือง การตอบสนองที่ทรงพลังบนทางหลวง และความสนุกในการขับขี่บนเส้นทางคดเคี้ยว
แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า Mazda ยังคงให้ความสำคัญกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน แม้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าก็ตาม สำหรับประเทศไทย ยังต้องรอการยืนยันเพิ่มเติมว่า CX-5 Hybrid จะเข้ามาทำตลาดเมื่อใด รวมถึงรายละเอียดสเปกและราคาจำหน่าย
Mazda เตรียมต่อยอด SKYACTIV-Z ไปสู่เครื่องยนต์ 6 สูบ และพิจารณาเครื่องยนต์โรตารี
แผนพัฒนาเทคโนโลยีของ Mazda ไม่ได้จำกัดเฉพาะเครื่องยนต์ 4 สูบสำหรับ CX-5 Hybrid เท่านั้น ในช่วงปี 2028–2030 Mazda จะพิจารณานำเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ไปประยุกต์ใช้กับเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้กับเครื่องยนต์โรตารี ทิศทางดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า Mazda ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์หลายรูปแบบ ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังอยู่ในขั้นการพิจารณาและศึกษาการประยุกต์ใช้ จึงยังไม่ใช่การยืนยันว่าจะมีรถยนต์รุ่นใหม่ที่ติดตั้งเครื่องยนต์โรตารี SKYACTIV-Z ออกจำหน่ายภายในปี 2030
Mazda ยังคงพัฒนาระบบ MHEV และ PHEV สำหรับรถยนต์ SUV ขนาดใหญ่
สำหรับรถยนต์ในกลุ่ม Large Product ของ Mazda ซึ่งประกอบด้วย CX-60, CX-70, CX-80 และ CX-90 บริษัทจะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี Mild Hybrid (MHEV) และ Plug-in Hybrid (PHEV) อย่างต่อเนื่อง
รถยนต์กลุ่มดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการขยายตลาด SUV ระดับกลางถึงระดับบน โดย Mazda ต้องการสร้างสมดุลระหว่างสมรรถนะการขับขี่ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการลดการปล่อยมลพิษ
ขณะเดียวกัน Mazda ยังคงใช้ประโยชน์จากความร่วมมือกับ Toyota ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์บางรุ่น โดยตัวอย่างที่ปรากฏในแผนงานคือ MAZDA CX-50 Hybrid ซึ่งใช้ระบบไฮบริดของ Toyota แนวทางนี้แตกต่างจาก CX-5 Hybrid ที่ Mazda มีแผนใช้เครื่องยนต์ SKYACTIV-Z ควบคู่กับระบบไฮบริดที่พัฒนาขึ้นเอง
รถยนต์ไฟฟ้า Mazda เดินหน้า 2 แนวทาง ทั้งแพลตฟอร์มของตัวเองและร่วมมือกับ CHANGAN
Mazda วางแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า BEV ผ่านสองแนวทางสำคัญ
แนวทางแรก คือการพัฒนาแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ (EV Dedicated Platform) ของ Mazda เอง โดยโรดแมประบุแผนการนำรถยนต์ BEV เข้าสู่ตลาดในช่วงปี 2028–2030
แนวทางที่สองคือการใช้ความร่วมมือกับ Changan Automobile ผ่านบริษัทร่วมทุน เพื่อพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดสำหรับตลาดต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์ที่ปรากฏในแผนงาน ได้แก่ MAZDA EZ-6 ซึ่งมีทั้งระบบ BEV และ PHEV รวมถึง MAZDA6e รุ่น BEV นอกจากนี้ยังมี MAZDA EZ-60 ซึ่งมีทั้ง BEV และ PHEV และ MAZDA CX-6e รุ่น BEV
สำหรับช่วงปี 2028–2030 Mazda ระบุว่ากำลังพิจารณาการพัฒนารถยนต์รุ่นที่ 3 และ 4 เพิ่มเติมภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว
กลยุทธ์นี้ช่วยให้ Mazda สามารถขยายผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าได้ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง และยังคงเดินหน้าพัฒนาเครื่องยนต์ไฮบริดเพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด
แผน MAZDA ปี 2022–2030 แบ่งออกเป็น 3 ระยะ
จากแผนงานด้านระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าของ Mazda บริษัทแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่
PHASE 1 ปี 2022–2024 เป็นช่วงการขยายผลิตภัณฑ์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าร่วมกับเครื่องยนต์สันดาป รวมถึงการพัฒนาและทำตลาดรถยนต์ MHEV และ PHEV ในกลุ่ม SUV ขนาดใหญ่
PHASE 2 ปี 2025–2027 เป็นช่วงสำคัญของการนำเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด โดยมีแผนเปิดตัว CX-3 เจเนอเรชันใหม่ที่ผลิตในประเทศไทย และ CX-5 Hybrid ที่ใช้เครื่องยนต์ SKYACTIV-Z ในปี 2027
PHASE 3 ปี 2028–2030 เป็นช่วงของการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า BEV บนแพลตฟอร์มเฉพาะ รวมถึงการศึกษาขยายเทคโนโลยีการเผาไหม้ประสิทธิภาพสูงไปสู่เครื่องยนต์รูปแบบอื่น ๆ
วิเคราะห์ทิศทาง Mazda กับอนาคตฐานการผลิตในประเทศไทย
การที่ Mazda เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต CX-3 เจเนอเรชันใหม่เพื่อจำหน่ายในญี่ปุ่นและอาเซียน ถือเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมาก
โดยเฉพาะเมื่อ Mazda วางแผนให้ CX-3 เข้ามารับบทบาทรถยนต์ระดับเริ่มต้นของแบรนด์แทน MAZDA2 ซึ่งสะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ในอีกด้านหนึ่ง การพัฒนา CX-5 Hybrid โดยใช้เทคโนโลยีของ Mazda เอง ยังแสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้เลือกเดินหน้าสู่รถยนต์ไฟฟ้า BEV เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการรักษาจุดแข็งด้านเครื่องยนต์สันดาปและประสบการณ์การขับขี่ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
อย่างไรก็ตาม แผนการผลิตและการนำรถเข้าสู่ตลาดที่เปิดเผยในรายงานยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ทางธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์
สำหรับตลาดประเทศไทย ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือ Mazda CX-3 เจเนอเรชันใหม่จะใช้เครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนรูปแบบใด มีขนาดตัวถังแตกต่างจากรุ่นปัจจุบันมากน้อยเพียงใด และจะมีราคาจำหน่ายอยู่ในระดับใดเมื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผน Mazda ปี 2027
Mazda CX-3 รุ่นใหม่จะผลิตในประเทศไทยจริงหรือไม่?
Mazda ระบุใน MAZDA INTEGRATED REPORT 2026 ว่ามีแผนผลิต CX-3 เจเนอเรชันใหม่ที่โรงงานในประเทศไทย และนำเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นและอาเซียนในปี 2027
Mazda CX-3 ใหม่จะมาแทน MAZDA2 หรือไม่?
Mazda วางแผนให้ CX-3 รุ่นใหม่เข้ามารับบทบาทเป็นรถยนต์ Entry-level แทน MAZDA2 แต่ยังไม่ได้ประกาศยุติการผลิตหรือจำหน่าย MAZDA2 อย่างชัดเจนในเอกสารส่วนนี้
Mazda CX-5 Hybrid จะเปิดตัวปีไหน?
Mazda มีแผนเปิดตัว CX-5 Hybrid ในปี 2027 โดยใช้เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-Z ร่วมกับระบบไฮบริดที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง แต่ยังไม่มีการยืนยันกำหนดจำหน่ายในประเทศไทย
Mazda จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มของตนเองเมื่อใด?
แผนงานระบุช่วงปี 2028–2030 สำหรับการนำรถยนต์ BEV ที่ใช้แพลตฟอร์มเฉพาะของ Mazda เข้าสู่ตลาด
แหล่งข้อมูล: Mazda Motor Corporation — MAZDA INTEGRATED REPORT 2026 หน้า 59 หัวข้อความก้าวหน้าและแนวโน้มด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี พร้อมแผนพัฒนาระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าปี 2022–2030
หมายเหตุ: รายละเอียดเป็นแผนธุรกิจของ Mazda ตามที่เปิดเผยในรายงาน ไม่ใช่การประกาศราคา สเปก หรือกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย
AEROMECHX | ข่าวสารและเทคโนโลยียานยนต์

รายงาน MAZDA INTEGRATED REPORT 2026 ยอดขายรถยนต์ 1 ปีทั่วโลก ระหว่าง 1 เมษายน 2025 – 31 มีนาคม 2026

สรุปก่อนอ่าน “Lean Asset Strategy” ของ Mazda
1. กลยุทธ์ Lean Asset Strategy
- มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- ลดต้นทุนการลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จาก 2 ล้านล้านเยนเหลือ 1.5 ล้านล้านเยน หรือ 300,000 ล้านบาท
- ใช้ความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อลดต้นทุนด้านแบตเตอรี่ลงครึ่งหนึ่ง
- ผลิตรถยนต์ EV และเครื่องยนต์สันดาปภายในบนสายการผลิตเดียวกัน ลดต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นลง 85%
- ลดระยะเวลาเตรียมการผลิตจำนวนมากลง 80%
2. Mazda Monozukuri Innovation
✅ Mazda Monozukuri Innovation 1.0
- วางแผนพัฒนาเทคโนโลยีล่วงหน้า 5-10 ปี
- ใช้การออกแบบสถาปัตยกรรมและกระบวนการผลิตที่สามารถใช้ร่วมกันได้ (common architecture)
- ใช้วิธีผลิตแบบ mixed-production เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
✅ Mazda Monozukuri Innovation 2.0
- ใช้ Model-Based Development (MBD) ควบคู่กับ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนา
- ปรับปรุงสายการผลิตด้วย AGV (Automatic Guided Vehicle) และ Unmanned Guided Vehicle
- ปรับโครงสร้างซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. เทคโนโลยี SKYACTIV-Z
- รองรับมาตรฐานไอเสียใหม่ เช่น Euro 7, LEV4, Tier 4
- เทคโนโลยีการเผาไหม้ขั้นสูง ให้สมรรถนะและความประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้น
- จะเปิดตัวใน Mazda CX-5 รุ่นใหม่ ภายในปี 2027 พร้อมระบบไฮบริด
- ใช้ได้กับเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง และเครื่องยนต์โรตารี
- ลดจำนวนรุ่นเครื่องยนต์เหลือไม่ถึงครึ่ง และรวมซอฟต์แวร์ควบคุม
4. แผนพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (Battery EV)
- แพลตฟอร์ม EV รองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในอนาคต
- เน้นประสบการณ์การขับขี่ Jinba-ittai อันเป็นเอกลักษณ์ของ Mazda
- เปิดตัวรถ EV ที่พัฒนาเองในปี 2027 และผลิตใน ประเทศญี่ปุ่น
ฮิโรชิมา, ญี่ปุ่น – Mazda Motor Corporation (Mazda) ประกาศกลยุทธ์ “Lean Asset Strategy” ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินแผนพัฒนาไฟฟ้าหลายแนวทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Mazda มองว่าช่วงเวลาจนถึงปี 2030 เป็น “รุ่งอรุณแห่งยุคยานยนต์ไฟฟ้า” และภายใต้นโยบายการบริหารงานปี 2030 บริษัทจะส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าผ่านแนวทางที่ยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย กลยุทธ์ “Lean Asset Strategy” ที่ประกาศในวันนี้ เป็นกลยุทธ์การดำเนินงานที่มุ่งเพิ่มมูลค่าของ Mazda ในฐานะผู้เล่นเฉพาะกลุ่ม (niche player) โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการพัฒนา การผลิต และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม
ผลกระทบของกลยุทธ์ “Lean Asset Strategy”
- เงินลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1.5 ล้านล้านเยนที่ประกาศไว้ในปี 2022 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านล้านเยนจากภาวะเงินเฟ้อ แต่ Mazda จะสามารถลดการลงทุนลงเหลือประมาณ 1.5 ล้านล้านเยนโดยใช้กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ลดการลงทุนในแบตเตอรี่ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร โดยลดต้นทุนลงทุนด้านแบตเตอรี่ลงครึ่งหนึ่งจากเดิม 750 พันล้านเยน
- ในด้านการผลิต (Monozukuri) บริษัทนำกลยุทธ์ “Mazda Monozukuri Innovation 2.0” มาใช้ ซึ่งเป็นการปรับปรุงกระบวนการพัฒนาและการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยสามารถเพิ่มผลผลิตในการพัฒนาได้ถึง 3 เท่า ทำให้สามารถจัดการงานที่ซับซ้อนได้โดยใช้ทรัพยากรเท่าเดิม
- สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเปิดตัวในปี 2027 Mazda คาดว่าจะลดต้นทุนการพัฒนาลง 40% และลดชั่วโมงทำงานด้านการพัฒนาลง 50% ผ่านการทำงานร่วมกันกับพันธมิตร
- โดยการใช้ทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่ในการผลิตทั้งยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในบนสายการผลิตเดียวกัน Mazda สามารถลดต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นลงถึง 85% และลดระยะเวลาเตรียมการผลิตจำนวนมากลง 80% เมื่อเทียบกับการสร้างโรงงานใหม่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
- บริษัทจะเติบโตอย่างยั่งยืนโดยสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าต้นทุนของเงินทุน ด้วยการใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ลงทุนอย่างรอบคอบ และมอบเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถในการแข่งขัน
ในช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ Mazda ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ (joy of driving) ให้กับคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีที่ยั่งยืนและความยืดหยุ่นด้านการบริหารจัดการ เพื่อส่งมอบความตื่นเต้นในประสบการณ์การขับขี่ให้กับลูกค้าทั่วโลก
แนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ
■ “Mazda Monozukuri Innovation 1.0”
เป็นกระบวนการพัฒนาและผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ของ Mazda โดยแม้ว่าบริษัทจะมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่สามารถบรรลุทั้งประสิทธิภาพจากขนาด (economies of scale) และความยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า
- Mazda วางแผนผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่จำเป็นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า จากนั้นให้ทีมพัฒนาและทีมผลิตร่วมมือกันออกแบบโครงสร้างและกระบวนการที่สามารถใช้ร่วมกันกับผลิตภัณฑ์ในอนาคตได้ (common architecture)
- ใช้วิธีผลิตแบบ mixed-production ที่สามารถผลิตรถหลายรูปแบบบนสายการผลิตเดียวกันโดยใช้เครื่องจักรอเนกประสงค์
■ “Mazda Monozukuri Innovation 2.0”
เป็นการพัฒนาแนวทาง “Mazda Monozukuri Innovation 1.0” ให้มีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพสูงขึ้นในยุคของยานยนต์ไฟฟ้าและระบบอัจฉริยะ
- วางแผนพัฒนาและผลิตทั้งยานยนต์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปภายในไปพร้อมกัน
- ในด้านการพัฒนา ขยายการใช้ Model-Based Development (MBD) จากระดับชิ้นส่วนไปสู่ระดับทั้งคันรถ โดยใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง
- ร่วมมือกับ JAMBE* และพันธมิตรอื่นๆ เพื่อขยายกระบวนการพัฒนาแบบจำลองไปยังห่วงโซ่อุปทาน ทำให้การพัฒนามีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ในการผลิต ใช้ “Rootless Production Equipment” เช่น AGV (Automatic Guided Vehicle) และ Unmanned Guided Vehicle ทำให้สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปภายในในสายการผลิตเดียวกัน ช่วยให้ปรับตัวตามความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น
■ SKYACTIV-Z
- เป็นเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่รองรับมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวด เช่น Euro 7 ในยุโรป, LEV4 และ Tier 4 ในสหรัฐฯ
- ใช้เทคโนโลยีการเผาไหม้ขั้นสูงที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันและมีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม
- จะเปิดตัวพร้อมระบบไฮบริดของ Mazda ใน Mazda CX-5 รุ่นถัดไป ภายในปี 2027
- เทคโนโลยี SKYACTIV-Z ยังถูกนำไปใช้กับเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง และพัฒนาเพื่อให้ตรงตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษของเครื่องยนต์โรตารี
- จำนวนรุ่นเครื่องยนต์จะถูกลดลงเหลือไม่ถึงครึ่ง และระบบควบคุมซอฟต์แวร์จะถูกรวมเป็นสองในสามของจำนวนเดิม
■ ยานยนต์ไฟฟ้า (Battery EV)
- Mazda ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม EV โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในอนาคต และสามารถรองรับแบตเตอรี่ประเภทต่างๆ เพื่อให้สามารถพัฒนารถยนต์รุ่นที่หลากหลาย
- รถยนต์ไฟฟ้าของ Mazda ยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ “Jinba-ittai”
- รถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาเองโดย Mazda จะเปิดตัวในปี 2027 และผลิตใน ประเทศญี่ปุ่น เพื่อจำหน่ายในตลาดทั่วโลก
Mazda ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างนวัตกรรมและรักษาอัตลักษณ์ของแบรนด์ แม้ในยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการผลิต และการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
SKYACTIV Z ขุมพลัง Full HYBRID ใหม่ 2.5 ลิตร 4 สูบใหม่ รองรับถึง EURO 7


