MG ผงาดอันดับ 5 ตลาดรถยนต์ไทย ยอดขายโต 57% เดินหน้าสู่เป้า 30,000 คัน ในปี 2026

MG ผงาดอันดับ 5 ตลาดรถยนต์ไทย ยอดขายโต 57% เดินหน้าสู่เป้า 30,000 คัน ในปี 2026
Spread the love
Advertisement Advertisement

MG ผงาดอันดับ 5 ตลาดรถยนต์ไทย ยอดขายโต 57% เดินหน้าสู่เป้า 30,000 คัน ในปี 2026

กรุงเทพฯ – เอ็มจี (MG) ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในตลาดรถยนต์ประเทศไทย หลังทำยอดขายรวม 27,007 คัน เติบโต 57% จากปีก่อนหน้า และก้าวขึ้นสู่ อันดับ 5 ของตลาดรถยนต์รวม อย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของแบรนด์ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า

การประกาศทิศทางดังกล่าวเกิดขึ้นภายในงาน MG Dealer Conference 2026 ซึ่งเอ็มจีใช้เวทีนี้ในการสื่อสารนโยบาย กลยุทธ์แบรนด์ และแผนการดำเนินธุรกิจระยะถัดไป พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขาย 30,000 คัน และส่วนแบ่งตลาด 5% ภายในปี 2026

ภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย EV และ Hybrid ยังเติบโตต่อเนื่อง

ปี 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดรถยนต์ไทยเผชิญการแข่งขันสูงจากการเข้ามาของแบรนด์ใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ความต้องการรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการจดทะเบียนระบุว่า ประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมแล้วกว่า 120,000 คัน ขณะที่ภาครัฐยังคงผลักดันนโยบายสนับสนุน EV อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น ฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของเอเชีย (EV Hub)

ขณะเดียวกัน รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ก็กลับมาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความประหยัดและลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ

Advertisement Advertisement

กลยุทธ์ “GLOCAL” จุดยืนสำคัญของ MG ในประเทศไทย

เอ็มจีวางทิศทางแบรนด์ในประเทศไทยภายใต้แนวคิด “GLOCAL” (Global + Local) ผสานความแข็งแกร่งของเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลกเข้ากับความเข้าใจเชิงลึกต่อพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย

โดยแบรนด์กำหนดตัวตนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  • Global Innovation – เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ระบบไฟฟ้า ความปลอดภัย และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ
  • Thai Passion – การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในประเทศไทย
  • Value Choice – ความคุ้มค่าในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ราคาจำหน่ายเริ่มต้น

แนวคิดดังกล่าวช่วยให้เอ็มจีสามารถรักษาสมดุลระหว่างการแข่งขันด้านราคาและการสร้างคุณค่าแบรนด์ในระยะยาว

รถรุ่นหลักดันยอดขาย EV คือหัวใจของความสำเร็จ

ความเติบโตของเอ็มจีในปีที่ผ่านมา ได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นหลักที่ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างตรงจุด

  • MG4 Electric – ครองตำแหน่งรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดอย่างต่อเนื่อง
  • MG S5 EV – คว้ารางวัล Thailand EV of the Year 2025 สะท้อนการยอมรับด้านสมรรถนะและความคุ้มค่า

ผลลัพธ์คือการสร้างสถิติยอดขายรายเดือนสูงสุดถึง 4,503 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่เอ็มจีเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญคือ LIFETIME WARRANTY ที่ครอบคลุมแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ ซึ่งช่วยลดความกังวลของผู้บริโภคต่อการใช้งานรถ EV ในระยะยาว และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด

ปี 2026: จากการเติบโตเชิงปริมาณ สู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ

สำหรับปี 2026 เอ็มจีประกาศยกระดับกลยุทธ์สู่แนวคิด “High-quality Growth” โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้าในทุกมิติ

แนวทางสำคัญประกอบด้วย

  • การยกระดับมาตรฐานโชว์รูมและศูนย์บริการหลังการขาย
  • การพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายให้เป็นศูนย์กลางบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM)
  • การเปิดตัวรถยนต์ใหม่ ครอบคลุมทั้ง EV, Hybrid และเครื่องยนต์สันดาป

เป้าหมายหลักคือการสร้างความเชื่อมั่น ความพึงพอใจ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ไม่ใช่เพียงการเร่งยอดขายระยะสั้น

MG Dealer Award 2025 ฟันเฟืองสำคัญของความสำเร็จ

ภายในงาน MG Dealer Conference 2026 ยังมีการมอบรางวัล MG Dealer Award 2025 เพื่อยกย่องผู้จำหน่ายที่มีผลงานโดดเด่นทั่วประเทศ ทั้งด้านยอดขาย การบริการหลังการขาย การตลาด และการสร้างส่วนแบ่งตลาดในระดับจังหวัด

รางวัลดังกล่าวสะท้อนบทบาทสำคัญของเครือข่ายผู้จำหน่ายในยุคที่การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหน้าร้าน แต่ขยายสู่โลกดิจิทัลและคอนเทนต์ออนไลน์

บทสรุป MG กับโอกาสก้าวสู่แบรนด์หลักของตลาดไทย

การขยับขึ้นสู่อันดับ 5 ของตลาดรถยนต์ไทย ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จเชิงตัวเลขของเอ็มจี แต่สะท้อนถึงความพร้อมด้านสินค้า เทคโนโลยี กลยุทธ์ราคา และบริการหลังการขายที่สอดรับกับทิศทางตลาด

ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงในตลาด EV เอ็มจีเลือกใช้แนวทางสร้างคุณค่าในระยะยาว ควบคู่กับการขยายไลน์อัพรถยนต์พลังงานทางเลือก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้