MG ประเทศไทย ยืนยันปีนี้ รถใหม่-ปรับปรุง 4 รุ่น ปัจจุบันมีศูนย์บริการ 130 แห่ง

เอ็มจี เปิดเกมรุกปี 2026 เน้น “สร้างความเชื่อมั่น” เดินหน้าธุรกิจ มุ่งยอดขาย 30,000 คัน พร้อมยกระดับบริการเข้มข้น
สรุปย่อ: เอ็มจี สรุปผลงานปี 2025 ทำยอดขายรวม 27,007 คัน เติบโต 57% พร้อมขึ้นแท่นแบรนด์อันดับ 5 ของตลาดรถยนต์ไทย และประกาศเป้าหมายปี 2026 ที่ 30,000 คัน ส่วนแบ่งตลาด 5% โดยวางทิศทาง “เติบโตเชิงคุณภาพ” ผ่านกลยุทธ์ GLOCAL ผสานเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความต้องการคนไทย เน้นยกระดับบริการหลังการขาย สร้างความเชื่อมั่นระยะยาว พร้อมเดินหน้าพอร์ตโฟลิโอแบบสมดุลทุกเทคโนโลยี และขยายฐานการผลิตไทยเพื่อการส่งออกสู่ยุโรปภายใต้แนวคิด “Made in Thailand, For the World”
เอ็มจี สรุปปี 2025 โตแรงขึ้นอันดับ 5 ตลาดไทย
ภาพรวมปี 2025 เอ็มจี ระบุว่าสามารถทำยอดจำหน่ายรวมได้ 27,007 คัน เป็นไปตามเป้าหมาย และเติบโตมากกว่า 57% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมขยับขึ้นสู่แบรนด์อันดับ 5 ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยสัดส่วนยอดขายหลักมาจากรถยนต์ไฟฟ้าในระดับสูงถึง 80% ขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดอยู่ที่ 20% สะท้อนว่าตลาดไทยเปิดรับรถไฟฟ้าเร็วขึ้น และผู้ซื้อจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับต้นทุนการใช้งานระยะยาวมากขึ้น
ไลน์อัปที่ถูกยกเป็นตัวผลักดันยอดหลัก ได้แก่ NEW MG4 ELECTRIC ที่ทำยอดจำหน่ายมากกว่า 11,000 คัน คิดเป็น 46.4% รวมถึง NEW MG S5 EV ยอดขายกว่า 4,920 คัน คิดเป็น 19.9% และ MG IM6 ยอดขายกว่า 1,700 คัน คิดเป็น 6.6% โดยเอ็มจี ระบุว่าเป็นยอดขายนอกประเทศจีนที่สูงสุดของรุ่นดังกล่าว อีกด้านหนึ่ง กลุ่มเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริด เช่น MG5 และ ALL NEW MG3 HYBRID+ ยังคงมีบทบาทสำคัญเพื่อรองรับผู้บริโภคที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้า
ปี 2026 เป้าหมายชัด 30,000 คัน ส่วนแบ่งตลาด 5% และมองไกลสู่ Top 3
สำหรับปี 2026 เอ็มจี ตั้งเป้ายอดจำหน่ายรวม 30,000 คัน และตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาด 5% พร้อมประกาศหมุดหมายระยะยาว ผลักดันแบรนด์สู่ Top 3 ตลาดยานยนต์ไทยภายในทศวรรษที่ 2 โดยแนวคิดใหญ่ที่ถูกย้ำชัดคือการขับเคลื่อนธุรกิจด้วย “การสร้างความเชื่อมั่น” ไม่ใช่แค่การทำยอดขายในระยะสั้น
ทิศทางดังกล่าวถูกวางให้อยู่บนกรอบ “การเติบโตเชิงคุณภาพ” หรือ High-quality Growth ครอบคลุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ มาตรฐานการผลิต ความปลอดภัย เทคโนโลยี และความพึงพอใจของลูกค้า โดยมีนัยสำคัญว่าบริษัทต้องการขยับภาพลักษณ์จากการแข่งขันเชิงราคา ไปสู่การเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้สึกว่า “คุ้มค่าในภาพรวม” และมั่นใจในการเป็นเจ้าของ
GLOCAL คือแกนหลัก ดึงระดับโลกมาปรับใช้ให้ตรงใจคนไทย
เอ็มจี วางกลยุทธ์ GLOCAL เป็นแกนหลักของปี 2026 โดยเป็นการผสานเทคโนโลยีและมาตรฐานระดับโลก (Global) เข้ากับความเข้าใจตลาดไทย (Local) เพื่อสร้าง “คุณค่าที่จับต้องได้จริง” ในมุมผู้บริโภคไทย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง สภาพแวดล้อม การบริการหลังการขาย และการสื่อสารการตลาด
อีกมิติที่น่าสนใจคือการนำแนวคิดหรือโมเดลที่ประสบความสำเร็จในระดับสากลมาปรับใช้ เช่น Live Commerce เพื่อเพิ่มช่องทางการขาย ขยายฐานลูกค้า และสร้างประสบการณ์การเลือกซื้อรถให้เข้ากับยุคดิจิทัลมากขึ้น โดยไม่ได้จำกัดบทบาทของ GLOCAL แค่การผลิต แต่รวมถึงการตลาดและการขายด้วย
หัวใจของ “ความเชื่อมั่น” คือบริการหลังการขายและการดูแลตลอดวงจร
ประเด็นที่เอ็มจี เน้นหนักในปี 2026 คือการสร้างความแตกต่างระยะยาวด้วย “การบริการ” โดยวางภาพการดูแลลูกค้าแบบ End-to-End ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจซื้อ ระหว่างการใช้งาน ไปจนถึงบริการหลังการขายและการซ่อมบำรุง พร้อมย้ำบทบาทของ EV LIFETIME WARRANTY ที่ต้องการแก้ความกังวลหลักของผู้ใช้รถไฟฟ้าเรื่องต้นทุนการเป็นเจ้าของ และเปลี่ยนความไม่สบายใจให้เป็นความเชื่อมั่นที่วัดผลได้
ในเชิงระบบ เอ็มจี กล่าวถึงแนวทางพัฒนาโชว์รูมและศูนย์บริการไปสู่การเป็น “User Relationship Operation Center” หรือศูนย์กลางการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า เพื่อยกระดับการดูแลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ทั้งงานบริการ การสื่อสาร การติดตาม และการสนับสนุนหลังการขาย
ยกระดับศูนย์บริการสู่ 130 แห่ง เพิ่มบุคลากร EV และดันระบบอะไหล่โปร่งใส
ในมุมปฏิบัติการ เอ็มจี ระบุเป้าหมายการขยายเครือข่ายศูนย์บริการเป็น 130 แห่งทั่วประเทศ ควบคู่การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว และเน้นการบริหารจัดการอะไหล่ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ใช้รถให้ความสำคัญมาก เพราะส่งผลโดยตรงต่อระยะเวลาซ่อม คุณภาพงาน และความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว
นอกจากนี้ยังระบุระบบสั่งด่วนอะไหล่ภายใน 24 ชั่วโมง และชี้ว่าอัตราจ่ายอะไหล่ครั้งแรกอยู่ที่ 99.38% ซึ่งหากทำได้ต่อเนื่อง จะช่วยลดปัญหารถค้างซ่อมและลดแรงเสียดทานด้านประสบการณ์ลูกค้าได้จริง
เทคโนโลยีงานบริการ e-Workshop และ LINE OA ปรับประสบการณ์ให้ “เห็นสถานะได้จริง”
หนึ่งในจุดขายด้านบริการปี 2026 คือการนำระบบ e-Workshop มาเชื่อมต่อข้อมูลกับผู้จำหน่าย เพื่อติดตามงานบริการแบบเรียลไทม์ ลดขั้นตอนการตรวจสอบ และรองรับการเก็บข้อมูลระยะยาว โดยวางแผนเริ่มใช้งานกับผู้จำหน่ายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน และขยายสู่ศูนย์บริการทั่วประเทศภายในสิ้นปี
อีกส่วนคือการนัดหมายและแจ้งสถานะการบริการแบบเรียลไทม์ผ่าน LINE OA ซึ่งมีแผนเริ่มใช้ช่วงกลางปี เพื่อทำให้ประสบการณ์ลูกค้าเป็น End-to-End ตามที่วางไว้ กล่าวคือ ลูกค้ารู้สถานะ รู้ขั้นตอน และจัดการคิวได้สะดวกขึ้น ลดความไม่แน่นอนที่มักเป็นต้นเหตุของความไม่พอใจในงานบริการ
พอร์ตโฟลิโอแบบสมดุลทุกเทคโนโลยี Dual Track เดินคู่ EV และ Hybrid
เอ็มจี วางกรอบพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้กลยุทธ์ Dual Track เดินหน้าพร้อมกันทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งใจเปิดตัวรถใหม่อย่างต่อเนื่องรายไตรมาส เพื่อรักษาความสดใหม่ของตลาด และทำให้ไลน์อัปตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์
สำหรับงานมอเตอร์โชว์ เอ็มจี ระบุแผนเปิดตัวรถใหม่ 3 รุ่นในกลุ่มรถไฟฟ้า ประกอบด้วย MG IM5 ในกลุ่มพรีเมียมอีวี NEW MG MAXUS 9 MCE ในกลุ่ม e-MPV และ NEW MG4 ELECTRIC MINORCHANGE เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้รุ่นยอดนิยมของแบรนด์
ภายในไตรมาสที่สอง ยังมีแผนเปิดตัวรถ EV กลุ่ม B-Segment สำหรับตลาดหลัก พร้อมปรับปรุงรุ่นปัจจุบันให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เดินหน้าเทคโนโลยี HYBRID+ ต่อเนื่อง และเตรียมเปิดตัวรถไฮบริดรุ่นใหม่ภายในปีนี้ เพื่อรองรับผู้ใช้ที่ต้องการทางเลือกช่วงเปลี่ยนผ่าน
CRM ถี่ขึ้น สร้างคอมมูนิตี้ผู้ใช้ และเตรียมกิจกรรมใหญ่ EV Rally
อีกเสาหลักของ “ความเชื่อมั่น” คือการสร้างความผูกพันกับลูกค้า เอ็มจี ระบุว่าจะเพิ่มความถี่ของกิจกรรม CRM และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ทั้งกิจกรรมขนาดเล็กแนวไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างความใกล้ชิดและคอมมูนิตี้ของผู้ใช้รถเอ็มจี รวมถึงกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้บริโภคเรียนรู้การใช้งานรถอย่างเต็มประสิทธิภาพ
พร้อมกันนั้นยังเตรียมจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น EV Rally เพื่อรวมกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเอ็มจี และขยายการเข้าถึงลูกค้าไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการขยับจากการขาย ไปสู่การสร้างฐานผู้ใช้ที่มีประสบการณ์ร่วม และช่วยให้แบรนด์ถูกพูดถึงในมุมการใช้งานจริงมากขึ้น
Made in Thailand, For the World ขยายส่งออกจากฐานผลิตไทยสู่ยุโรป
อีกหัวข้อที่เอ็มจี ชูเป็นภาพใหญ่ของปี 2026 คือการขยายตลาดส่งออกจากฮับการผลิตในประเทศไทยสู่ตลาดยุโรป ภายใต้แนวคิด “Made in Thailand, For the World” เพื่อสะท้อนมาตรฐานการผลิตระดับโลก และตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งหากเดินเกมได้สำเร็จ จะเป็นทั้งภาพลักษณ์เชิงอุตสาหกรรม และอาจเป็นแรงส่งให้ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
บทวิเคราะห์ ทำไมเอ็มจี ถึงเลือก “ความเชื่อมั่น” เป็นคำหลักปี 2026
ในตลาดที่การแข่งขันด้านราคาเข้มข้น และผู้บริโภคยังมีคำถามเรื่องการดูแลหลังการขายของรถไฟฟ้า “ความเชื่อมั่น” กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่แยกผู้เล่นที่ขายได้ระยะสั้น ออกจากผู้เล่นที่สร้างฐานลูกค้าได้ระยะยาว เอ็มจี จึงพยายามขยับการสื่อสารจากการพูดเรื่องตัวรถอย่างเดียว ไปสู่การจัดการประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่ระบบรับประกัน งานบริการ การจัดการอะไหล่ ไปจนถึงการทำให้ลูกค้าเห็นสถานะงานบริการได้จริงผ่านดิจิทัล
หากสิ่งที่ประกาศสามารถทำได้ครบ ทั้งศูนย์บริการ 130 แห่ง ระบบ e-Workshop LINE OA และความพร้อมบุคลากร EV ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการลดแรงเสียดทานในการเป็นเจ้าของ และทำให้แบรนด์ถูกจดจำในฐานะ “ทางเลือกที่คุ้มค่า” ตามนิยาม Value Choice ที่เอ็มจี ต้องการยืนระยะ
สรุป
เอ็มจี เปิดเกมปี 2026 ด้วยเป้าหมายยอดขาย 30,000 คัน และส่วนแบ่งตลาด 5% บนแนวคิดเติบโตเชิงคุณภาพ โดยใช้กลยุทธ์ GLOCAL เป็นแกนหลัก และย้ำการสร้างความเชื่อมั่นผ่านการยกระดับงานบริการหลังการขาย ระบบอะไหล่ และประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End พร้อมเดินหน้าพอร์ตโฟลิโอแบบ Dual Track ครอบคลุมทุกเทคโนโลยี เปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นใหม่และรุ่นปรับโฉมต่อเนื่อง และขยายบทบาทฐานผลิตไทยเพื่อการส่งออกยุโรปภายใต้ “Made in Thailand, For the World”
หมายเหตุ: เนื้อหาบทความนี้เรียบเรียงและขยายความจากข้อมูลประกาศของเอ็มจี ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

