NISSAN พับแผนผลิตลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า EV ในสหรัฐฯ กว่า 16,250 ล้านบาท

Nissan ปรับทัพใหญ่! พับแผนผลิต EV ในสหรัฐฯ หันไปลุยตลาด “รถกระบะ-SUV” กู้สถานการณ์โรงงาน
ดูเหมือนว่ากระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในตลาดโลกจะเริ่มมีการปรับตัวอีกครั้ง ล่าสุด Nissan (นิสสัน) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นได้ประกาศเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยยกเลิกแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่โรงงานในแคนตัน รัฐมิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา และหันมาให้ความสำคัญกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่ตลาดต้องการมากกว่าอย่างรถกระบะและรถ SUV
ย้อนรอยแผนเดิม จากงบ 500 ล้านดอลลาร์ สู่การเปลี่ยนทิศทาง
ในปี 2021 Nissan เคยประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่ด้วยงบประมาณกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,250 ล้านบาท) เพื่อปรับปรุงโรงงานในแคนตันให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิต EV สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ โดยตั้งเป้าจะผลิตรถไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่ที่นั่น
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา Nissan ได้แจ้งแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วน (Suppliers) ว่าได้ตัดสินใจ “ยกเลิก” แผนดังกล่าวแล้ว โดยทางบริษัทระบุว่าเป็นการปรับตัวตาม “สภาวะตลาด, ความต้องการของลูกค้า และทิศทางกลยุทธ์ใหม่” ของแบรนด์
ไฮไลท์สำคัญ การกลับมาของ “Nissan Xterra” และรถรุ่นใหม่
แทนที่จะเป็นรถไฟฟ้า Nissan เลือกที่จะส่งรถยนต์รุ่นใหม่ในกลุ่มที่บริษัทมีความถนัดลงสู่ตลาดแทน ดังนี้:
- New Nissan Xterra: รถ SUV แบบ Body-on-frame (โครงสร้างแชสซีส์) ที่หลายคนรอคอย จะถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียวกับรถกระบะ คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายในปี 2028 ด้วยราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,300,000 บาท)
- Redesigned Frontier: รถกระบะรุ่นยอดนิยมที่จะได้รับการออกแบบใหม่หมด
- New Three-Row SUV: รถ SUV ขนาด 3 แถวรุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นเวอร์ชันสายลุย (Rugged) ของรุ่น Pathfinder
ที่น่าสนใจคือ รถรุ่นใหม่เหล่านี้จะใช้ชิ้นส่วนร่วมกันเป็นจำนวนมาก (Part-sharing) ตั้งแต่ช่วงเสา B-pillar ไปจนถึงหน้ารถ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความรวดเร็วในการประกอบ
ปัญหาโรงงาน “แบกต้นทุน” เพราะผลิตไม่คุ้มทุน
ปัจจุบันโรงงานที่แคนตันรับหน้าที่ผลิตรุ่น Frontier และ Altima เป็นหลัก แต่กำลังประสบปัญหา “Underutilized” หรือใช้กำลังการผลิตได้ไม่เต็มที่:
- ความสามารถในการผลิต: มากกว่า 400,000 คันต่อปี
- ยอดขายจริงในปี 2025: ทำได้เพียง 158,500 คัน (รวมทั้งสองรุ่น)
การปรับแผนมาผลิตรถกระบะและ SUV ที่มียอดขายแน่นอนกว่า จึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลในการทำให้โรงงานกลับมาคุ้มทุนอีกครั้ง
บทวิเคราะห์จากมุมมองอุตสาหกรรม
“แผนการผลิต EV 200,000 คันต่อปีภายในปี 2028 ที่เคยประกาศไว้เมื่อ 5 ปีก่อนนั้น อาจเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานเกินไปเมื่อเทียบกับความเป็นจริงในปัจจุบัน การที่ Nissan ยอมเปลี่ยนเลนกลับมาเน้นรถกระบะและ SUV สะท้อนให้เห็นว่า ค่ายรถยนต์กำลังปรับตัวให้เข้ากับ ‘ความจริง’ ของตลาดที่ผู้บริโภคยังคงต้องการรถยนต์อเนกประสงค์ที่ใช้งานได้จริงในราคาที่จับต้องได้”
สรุป: แม้ว่า Nissan จะชะลอแผน EV ในสหรัฐฯ ออกไป แต่การกลับมาของตำนานอย่าง Xterra และการเน้นรถกระบะก็น่าจะช่วยสร้างความคึกคักให้กับแฟนๆ และทำกำไรให้กับบริษัทได้ดีกว่าในระยะสั้นถึงกลางนี้
