ประธาน QatarEnergy การ์ต้า ยืนยัน กำลังผลิต LNG หายไป 17% หลังการโจมตี ต้องใช้เวลาฟื้น 3-5 ปี


สงครามพลังงานเดือด เมื่ออิหร่านประกาศ “ไร้ความยั้งมือ” และวิกฤตการณ์ก๊าซโลกที่อาจกินเวลานับทศวรรษ หลังทำลาย Ras Laffan ทำให้ LNG หายวับ 17%
เมื่อ 20 มีนาคม 2026 คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลโจมตีแหล่งน้ำมันเซาท์พาร์ส ขณะที่ประธานบริษัท QatarEnergy กล่าวว่ากำลังการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ลดลง 17% จากการโจมตีของอิหร่าน
โลกกำลังเผชิญกับบททดสอบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี เมื่อความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน และ อิสราเอล ได้ลุกลามจากการปะทะทางทหารไปสู่การทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลสะเทือนถึงซัพพลายเชนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลก
อิสราเอล โจมตี อิหร่าน
-
เป้าหมาย: แหล่งก๊าซธรรมชาติ South Pars (แหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ผลิตก๊าซใช้ในประเทศถึง 80%)
-
ผู้ลงมือ: นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ยืนยันว่า อิสราเอลลงมือเพียงลำพัง
-
เหตุผลที่อ้าง: เพื่อทำลายฐานการผลิตขีปนาวุธและนิวเคลียร์ของอิหร่าน ก่อนที่โรงงานเหล่านี้จะถูกย้ายลงไปอยู่ใต้ดินจนยากต่อการทำลายทางอากาศ
อิหร่าน โจมตี กาตาร์ และภูมิภาคอ่าวอาหรับ
-
เป้าหมาย: เขตอุตสาหกรรม Ras Laffan ในกาตาร์ (แหล่งแปรรูปก๊าซ LNG ประมาณ 20% ของโลก) และโรงงานพลังงานอื่น ๆ ทั่วอ่าวอาหรับ
-
ผู้ลงมือ: อิหร่าน (ใช้โดรนและขีปนาวุธ)
-
เหตุผล: เพื่อตอบโต้ (Retaliation) ที่อิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของตน โดยอิหร่านขู่ว่านี่เป็นเพียง “เศษเสี้ยว” ของพลังที่มี และจะ “ไม่ยั้งมือ” (Zero Restraint) หากถูกโจมตีซ้ำ
คำเตือนสุดท้ายจากเตหะราน: “Zero Restraint”
นาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ส่งสัญญาณที่ชัดเจนผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า อิหร่านจะเข้าสู่โหมด “ไร้ความยั้งมือโดยสิ้นเชิง” (Zero Restraint) หากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานของประเทศ
ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลเปิดฉากถล่มแหล่งก๊าซ South Pars ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของอิหร่าน (ผลิตก๊าซเลี้ยงคนทั้งประเทศถึง 80%) แม้อิหร่านจะอ้างว่าการตอบโต้ที่ผ่านมาเป็นเพียง “เศษเสี้ยว” ของพลังที่มีอยู่ แต่คำขู่นี้สะท้อนว่าอิหร่านพร้อมจะยกระดับสงครามให้รุนแรงกว่าเดิมหากถูกกดดันถึงขีดสุด
กาตาร์: เหยื่อลูกหลงที่ทำรายได้โลกหายวับ
ผลกระทบที่น่าตกใจที่สุดไม่ได้อยู่ที่คู่ขัดแย้งโดยตรง แต่อยู่ที่ กาตาร์ ซึ่งเป็นมิตรประเทศในภูมิภาค ฐานการผลิตที่ Ras Laffan Industrial City ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่แปรรูป LNG ถึง 20% ของโลก ถูกโจมตีโดยอิหร่านเพื่อเป็นการตอบโต้ฝ่ายพันธมิตรของสหรัฐฯ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง:
-
กำลังการส่งออกหายไป 17%: ส่งผลให้รายได้ต่อปีของกาตาร์หายไปราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 649,600 ล้านบาท
-
อัมพาตนาน 5 ปี: นาย Saad al-Kaabi ซีอีโอของ QatarEnergy ยอมรับว่าการซ่อมแซมโรงผลิต LNG จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 ปี
-
ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure): สัญญาการส่งมอบก๊าซระยะยาวแก่ อิตาลี, เบลเยียม, เกาหลีใต้ และจีน ตกอยู่ในสภาวะไม่แน่นอนทันที
คำกล่าวของ Al-Kaabi ที่ว่าเขามิอาจคาดฝันว่าจะถูกโจมตีโดย “ประเทศมุสลิมพี่น้อง” ในช่วงเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ สะท้อนถึงความร้าวฉานทางศาสนาและการเมืองในระดับที่ลึกซึ้ง
ยุทธศาสตร์อิสราเอลและการแทรกแซงของ “ทรัมป์”
นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ยืนยันว่าเป้าหมายของอิสราเอลคือการถอนรากถอนโคนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านก่อนที่มันจะถูก “ฝังลึกใต้ดิน” จนโจมตีไม่ได้ โดยระบุว่าขณะนี้ระบบสั่งการของอิหร่านกำลังตกอยู่ในความโกลาหล
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ยังไม่ลุกลามไปมากกว่านี้คือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้ขอให้อิสราเอลหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาพลังงานพุ่งทะยานจนควบคุมไม่อยู่ ซึ่งทรัมป์ยังได้ประกาศระงับกฎหมาย Jones Act ชั่วคราวเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งพลังงานในฝั่งสหรัฐฯ อีกด้วย
ผลกระทบลูกโซ่ ช่องแคบฮอร์มุซ และเงินเฟ้อโลก
การที่อิหร่านปิดกั้น ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซ 1 ใน 5 ของโลกถูกตัดขาด ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ:
-
ราคาน้ำมันพุ่งสูง: กระทบต่อต้นทุนการผลิตและขนส่งทั่วโลก
-
ความตึงเครียดในเอเชีย: ประเทศที่พึ่งพาพลังงานสูงอย่างจีนและญี่ปุ่นเริ่มหวั่นเกรงต่อภาวะขาดแคลนพลังงานในระยะยาว
-
ยุทธศาสตร์ใหม่: ยุโรปและเอเชียอาจต้องเร่งหาเส้นทางท่อส่งน้ำมันทางเลือก หรือเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดเร็วขึ้นกว่าเดิม
บทสรุป
สงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอาณาเขตหรือลัทธิความเชื่อ แต่คือ “สงครามชิงทรัพยากร” ที่มีโลกทั้งใบเป็นเดิมพัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกาตาร์และอิหร่านในสัปดาห์นี้ถูกประเมินว่าได้ฉุดรั้งการพัฒนาของภูมิภาคตะวันออกกลางถอยหลังไปนับ 20 ปี และตราบใดที่ “เปลวเพลิง” ในแหล่งก๊าซยังไม่ดับลง ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกก็ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ข้อมูลล่าสุดในปี 2568-2569 ประเทศไทยมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและเมียนมาที่ลดลง โดยตัวเลขที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ
สัดส่วนการนำเข้า LNG ของไทย
-
ปัจจุบัน (ปี 2568-2569): ประเทศไทยนำเข้า LNG คิดเป็นประมาณ 29% – 31% ของปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ใช้ทั้งหมดในประเทศ
-
สัดส่วนเมื่อเทียบกับ “ยอดนำเข้าก๊าซทั้งหมด”: หากนับเฉพาะก๊าซที่เรานำเข้ามาจากต่างประเทศ (รวมก๊าซจากเมียนมาและ LNG) สัดส่วนของ LNG จะสูงถึง 72% ของยอดนำเข้าทั้งหมด ในขณะที่ก๊าซจากเมียนมาเหลือสัดส่วนเพียง 28%
-
แนวโน้มในอนาคต: ตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan 2024) คาดการณ์ว่าไทยจะต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นเป็น 43% ภายในปี 2580 เนื่องจากก๊าซในอ่าวไทยมีปริมาณลดลง
โครงสร้างแหล่งที่มาของก๊าซธรรมชาติในไทย
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ก๊าซธรรมชาติที่เราใช้ผลิตไฟฟ้าและในอุตสาหกรรมมาจาก 3 แหล่งหลัก ดังนี้ครับ:
| แหล่งที่มา | สัดส่วนโดยประมาณ (%) | หมายเหตุ |
| อ่าวไทย (Domestic Gas) | 55% – 60% | แหล่งผลิตหลักคือ เอราวัณ และบงกช |
| นำเข้า LNG (Imported LNG) | 30% | นำเข้าทางเรือจาก กาตาร์, มาเลเซีย, ออสเตรเลีย ฯลฯ |
| นำเข้าจากเมียนมา (Pipeline) | 10% – 13% | ส่งผ่านท่อก๊าซจากแหล่ง ยาดานา และซอติก้า |
อันดับประเทศที่ไทยนำเข้า LNG มากที่สุด (ข้อมูลปี 2568)
| อันดับ | ประเทศ | สัดส่วนการนำเข้า (%) | ปริมาณ (ล้านลูกบาศก์ฟุต) |
| 1 | กาตาร์ (Qatar) | 21.1% | 106,975 |
| 2 | สหรัฐอเมริกา (USA) | 19.1% | 96,800 |
| 3 | ออสเตรเลีย (Australia) | 17.6% | 89,058 |
| 4 | มาเลเซีย (Malaysia) | ~6.4% | – |
| 5 | อินโดนีเซีย (Indonesia) | ~6.2% | – |
