ไทยมีลุ้นขาย! รวมภาพคันจริง FORD BRONCO EV/EREV จากจีน ฟอร์ด บรองโก้ 2026 ใหม่

ไทยมีลุ้นขาย! รวมภาพคันจริง FORD BRONCO EV/EREV จากจีน ฟอร์ด บรองโก้ 2026 ใหม่
Spread the love
Advertisement Advertisement

Ford Bronco New Energy จ่อเข้าไทย ? Bronco “พลังงานใหม่” ผลิตจีน มีทั้ง EV/EREV และออปชันแน่นเกินคาด ซึ่งอาจจะรอ 1-2 ปีนับจากนี้ หรือาจเร็วกว่านี้

กระแสล่าสุดจากฝั่งออสเตรเลียระบุว่า Ford Bronco New Energy อาจเป็นรถตระกูล Bronco รุ่นแรกที่กลับมาทำตลาด “Down Under” อีกครั้ง หลังหายไปตั้งแต่ยุค 1980s และที่สำคัญคือ…มันไม่ใช่ Bronco โครงสร้างเฟรมสายลุยแบบที่หลายคนรอคอย แต่เป็น SUV โครงสร้างยูนิโบดี ผลิตในจีนโดยบริษัทร่วมทุน JMC-Ford มีให้เลือกทั้ง ไฟฟ้าล้วน (EV) และ ไฟฟ้าขยายระยะทาง (EREV) ซึ่งเข้ากับทิศทางตลาดออสเตรเลีย และ เอเชีย ที่กำลังเติบโตเร็วในกลุ่ม EV/ปลั๊กอิน

ทำไม “Bronco New Energy” ถึงมีโอกาสมากกว่า Bronco ตัวจริง?

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Bronco (ตัวถังเฟรม) และ Bronco Sport ถูกมองว่า “ยาก” สำหรับออสเตรเลีย ด้วยเหตุผลหลัก ๆ เช่น ดีมานด์ในสหรัฐฯ สูง และ ข้อจำกัดเรื่องการผลิตพวงมาลัยขวา แต่ Bronco New Energy ที่ผลิตในจีนกำลัง “แก้โจทย์” นี้ได้ เพราะเป็นรถที่ถูกวางแผนส่งออกหลายภูมิภาค
รวมถึง ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง

แม้ฟอร์ดออสเตรเลียจะยังไม่ยืนยัน โดยให้คำตอบเชิง “ประเมินโอกาสอยู่เสมอ” แต่ข้อมูลในฝั่งสื่อท้องถิ่นระบุว่า Bronco New Energy อาจมาเป็นตัวเปิดเกม และอาจมี ฟอร์ดผลิตจีน รุ่นอื่นตามมาในอนาคต เพื่ออุดช่องว่างไลน์อัพ SUV ที่หายไปหลายรุ่นในช่วง 3–5 ปีหลัง

Bronco New Energy ต่างจาก Everest/Ranger แค่ไหน?

จุดต้องเข้าใจให้ชัดคือ Bronco New Energy เป็นยูนิโบดี ไม่ใช่โครงสร้างแชสซีส์แบบเฟรม และไม่ได้ใช้สถาปัตยกรรม T6 ที่พัฒนามาเพื่อรถกระบะ/PPV อย่าง Ranger และ Everest ดังนั้น “บุคลิก” จะต่างกัน: เน้นความสบาย เทคโนโลยี และประสบการณ์ใช้งาน EV มากกว่า “สายลุยงานหนัก”

ภาพรวมตัวรถ

  • ชื่อรุ่น: Ford Bronco New Energy (ผลิตโดย JMC-Ford ในจีน)
  • โครงสร้าง: แบบ Unibody (เน้นความนุ่มนวลและใช้งานในเมือง มากกว่าการลุยหนักแบบรุ่นอเมริกา)
  • จำนวนที่นั่ง: 5 ที่นั่ง
  • ขนาดตัวถัง: ยาว 5,025 มม. / กว้าง 1,960 มม. / สูง 1,825 มม.
  • ระยะฐานล้อ: 2,950 มม.
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น: ประมาณ 215 – 220 มม.
  • น้ำหนักรถ: 2,510 กก. (รุ่น EREV) และ 2,630 กก. (รุ่น BEV)

เมื่อเทียบเชิงภาพรวม มันใหญ่กว่า Everest ในบางมิติ (ยาวและฐานล้อ) แต่กลับทำ 5 ที่นั่งเท่านั้น ซึ่งสะท้อนแนวคิด “SUV พรีเมียม/ลักชัวรี + เทคโนโลยี + สมรรถนะไฟฟ้า” มากกว่ารถครอบครัว 7 ที่นั่งแบบดั้งเดิม

ความสามารถออฟโรด ไม่ใช่เฟรม แต่ใส่ของมาจริง

แม้เป็นยูนิโบดี แต่สเปกออฟโรดถือว่า “ตั้งใจ” โดยมีข้อมูลเด่น ๆ เช่น ระยะห่างจากพื้น 215–220 มม. และ ลุยน้ำลึก 600 มม. รวมถึงอุปกรณ์ที่แล้วแต่รุ่นย่อยจะได้ เช่น ดิฟล็อกหน้า-หลัง, โหมด Terrain หลายรูปแบบ และ โหมด Crawl สำหรับสถานการณ์ความเร็วต่ำ

ช่วงล่างและน้ำหนักตัว

  • น้ำหนักรถสูงสุดประมาณ 2,630 กก.
  • ช่วงล่างหน้า Double Wishbone
  • ช่วงล่างหลัง Five-link

น้ำหนักระดับนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับ SUV ไฟฟ้าแบตใหญ่ แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ “การเซ็ตช่วงล่าง” ว่าจะเน้นนุ่ม-นิ่งสไตล์ทางไกล หรือเน้นหนึบสำหรับทางฝุ่นมากแค่ไหนขุมพลัง 2 แนวทาง EV แบตใหญ่ vs EREV มีเครื่องปั่นไฟ

จุดขายสำคัญของ Bronco New Energy คือการมีทั้งเวอร์ชัน EV และ EREV ซึ่งตอบโจทย์ “ผู้ใช้ต่างสไตล์” ได้ชัด โดยเฉพาะตลาดที่โครงสร้างชาร์จยังไม่เท่ากันทุกพื้นที่

รุ่น BEV (ไฟฟ้า 100%)

  • ระบบขับเคลื่อน: มอเตอร์คู่ AWD
  • พละกำลัง: 332 kW (ประมาณ 445 แรงม้า) แรงบิด 575 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: 105.4 kWh แบบ LFP “Blade Battery” (จาก BYD/FinDreams)
  • ระยะทางวิ่ง: 650 กม. ต่อการชาร์จ (มาตรฐาน CLTC)
  • อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 5.3 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด: 170 กม./ชม.
  • การชาร์จ: รองรับ DC Fast Charge สูงสุด 200 kW (ชาร์จ 30-80% ใน 23 นาที)

รุ่น EREV (ไฟฟ้าแบบมีเครื่องยนต์ปั่นไฟ)

  • เครื่องยนต์ปั่นไฟ: เบนซิน 1.5 ลิตร Turbo (ไม่ได้ขับเคลื่อนล้อ ใช้ปั่นไฟอย่างเดียว)

  • แบตเตอรี่: 43.7 kWh LFP
  • ระยะทางวิ่งโหมดไฟฟ้าล้วน: 220 กม. (CLTC)

  • ระยะทางวิ่งรวมทั้งหมด: 1,220 กม. (CLTC)

  • ระบบขับเคลื่อน: มอเตอร์คู่ AWD

  • พละกำลัง: 310 kW (ประมาณ 416 แรงม้า)

  • อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 5.8 วินาที

  • ถังน้ำมัน: 63 ลิตร

หมายเหตุ: ตัวเลขระยะทางของ EV ที่อ้างอิง CLTC มัก “สวยกว่า” มาตรฐานใช้งานจริงในออสเตรเลีย และ ประเทศไทย
ดังนั้นถ้าเข้าตลาดจริง สิ่งที่ต้องรอคือค่าเทียบมาตรฐานท้องถิ่น (เช่น WLTP) และสเปกที่ปรับตามตลาด

เทคโนโลยีและฟีเจอร์ภายใน

  • ระบบประมวลผล: ชิป Qualcomm Snapdragon 8255 รุ่นล่าสุด
  • หน้าจอ: จอกลาง 15.6 นิ้ว และหน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล 8.8 นิ้ว
  • การแสดงผลเสริม: มีออปชั่นหน้าจอ AR-HUD ขนาดใหญ่ถึง 70 นิ้ว
  • ระบบช่วยขับขี่: เซนเซอร์รวม 31 จุด พร้อม LiDAR ติดตั้งบนหลังคา รองรับระบบ ADAS ขั้นสูง
  • ฟีเจอร์จ่ายไฟ: ระบบ V2L จ่ายไฟฟ้าให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงถึง 6.6 kW
  • โหมดขับขี่: G.O.A.T. Modes (Sport, Off-Road, Snow) และระบบบันทึกเส้นทาง Off-road Logbook

รูปแบบระบบช่วงล่าง

  • ด้านหน้า: เป็นแบบ Double Wishbone (ปีกนกคู่) อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ซึ่งช่วยให้การเข้าโค้งแม่นยำและเก็บแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนได้ดีกว่าช่วงล่างแบบทั่วไป
  • ด้านหลัง: เป็นแบบ Multi-link (อิสระหลายจุด) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักของแบตเตอรี่ที่อยู่ใต้พื้นรถ และช่วยให้ผู้โดยสารแถวหลังนั่งสบาย ไม่กระเด้งกระดอนเหมือนรถกระบะหรือรถ SUV สายลุยแบบเดิม

เทคโนโลยีการควบคุม (Dynamic Control)

  • ระบบ CDC (Continuous Damping Control): ในรุ่นท็อปจะมีการติดตั้งโช้คอัพไฟฟ้าที่ปรับความหนืดได้แบบเรียลไทม์ (มิลลิวินาที) เพื่อปรับตามสภาพถนน ถ้าขับเร็วจะแข็งขึ้นเพื่อความนิ่ง ถ้าทางขรุขระจะนุ่มลงเพื่อซับแรงกระแทก
  • ถุงลมไฟฟ้า (Air Suspension): มีออปชั่นเสริมในบางรุ่นย่อย สามารถปรับความสูง-ต่ำของตัวรถได้ประมาณ 50 – 60 มม. เพื่อช่วยในการขึ้น-ลงรถ หรือยกสูงเพื่อข้ามสิ่งกีดขวางในโหมด Off-road
  • วัสดุอลูมิเนียมคอมโพสิต: ชิ้นส่วนช่วงล่างหลายจุดทำจากอลูมิเนียมอัลลอยด์เพื่อลดน้ำหนักใต้สปริง (Unsprung Weight) ทำให้ช่วงล่างตอบสนองได้ไวขึ้นและช่วยประหยัดพลังงาน

ฟีเจอร์ช่วยในการขับขี่ออฟโรด (แบบ Soft-Road)

  • ระบบกระจายแรงบิดอัจฉริยะ (e-AWD): เนื่องจากไม่มีเพลากลาง มอเตอร์คู่จะทำงานแยกกันอิสระ หน้า-หลัง ทำให้การตะกุยดินหรือหิมะทำได้เนียนกว่าระบบกลไกแบบเก่า
  • โหมดลุยน้ำ (Wading Mode): ช่วงล่างจะปรับการทำงานร่วมกับระบบส่งกำลังเพื่อปิดช่องระบายอากาศและเพิ่มการตอบสนองของคันเร่ง ช่วยให้ลุยน้ำได้ลึกถึง 600 มม.
  • ความนุ่มนวลระดับ Premium: ฟีลลิ่งการขับขี่จะคล้ายกับ Ford Explorer หรือ SUV หรูๆ มากกว่าจะเป็นรถสายลุยพันธุ์แท้แบบ Jeep Wrangler

ภายนอกของ Ford Bronco New Energy (EREV/BEV) เวอร์ชั่นจีน

ดีไซน์ด้านหน้า (Front Design)

  • กระจังหน้าและโลโก้: มาพร้อมคำว่า “BRONCO” แบบเรืองแสง (Illuminated) ขนาดใหญ่กลางกระจังหน้า ซึ่งจะสว่างขึ้นพร้อมกับไฟหน้า
  • ชุดไฟหน้า: ไฟหน้าทรงกลมแบบ LED เอกลักษณ์ของตระกูล Bronco พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) วงแหวนที่ดูโมเดิร์นขึ้น
  • ฝากระโปรง: มีช่องดักอากาศแบบ “Air-Bridge” ซึ่งไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) และช่วยระบายความร้อนให้ชุดแบตเตอรี่
  • เซนเซอร์ LiDAR: มีการติดตั้งโมดูล LiDAR ไว้บริเวณเหนือกระจกบังลมหน้า เพื่อรองรับระบบขับขี่อัตโนมัติขั้นสูง

รูปลักษณ์ด้านข้าง (Side Profile)

  • ทรงกล่อง (Boxy Silhouette): เน้นเส้นสายที่ตัดตรงและแข็งแกร่ง ให้ความรู้สึกบึกบึนแบบรถ SUV สายลุย
  • ซุ้มล้อ: มีโป่งล้อขนาดใหญ่ (Flared Fenders) และการตกแต่งด้วยพลาสติกกันกระแทกสีดำรอบคัน
  • ล้อและยาง: มีตัวเลือกตั้งแต่ล้อลายย้อนยุคไปจนถึงล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว พร้อมยาง All-Terrain (ในบางรุ่นย่อย)
  • หลังคา: ดีไซน์แบบ Floating Roof (หลังคาลอยตัว) และมีออปชั่นหลังคากระจก Panoramic Sunroof ขนาดใหญ่

ดีไซน์ด้านท้าย (Rear Design)

  • ประตูท้าย: เป็นแบบเปิดออกด้านข้าง (Side-hinged Tailgate) ตามสไตล์รถออฟโรดขนานแท้
  • ยางอะไหล่: มีการติดตั้งยางอะไหล่แบบแขวนไว้ที่ประตูท้าย เพิ่มลุคดิบเท่
  • ไฟท้าย: ไฟท้าย LED แนวตั้งทรงเหลี่ยมที่ดูทันสมัยและสะอาดตา

สีตัวถังภายนอก (Color Options)

มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี โดยเน้นโทนสีธรรมชาติและสีที่ดูพร้อมลุย:

  • สีเทา Cliff Ash (เทาเข้ม)
  • สีส้ม Fiery Orange (สีโปรโมท)
  • สีน้ำเงิน Kanas Blue
  • สีขาว Snow Peak White
  • สีเขียว Wilderness Green
  • สีดำ Volcanic Black

อุปกรณ์พิเศษภายนอก (Special Features)

  • ชุดแต่ง Basecamp: มาพร้อมหลังคา Electric Pop-up Roof ที่สามารถยกขึ้นได้ด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในรถเวลาจอดพักแรม
  • จุดจ่ายไฟ V2L: มีช่องจ่ายไฟภายนอกติดตั้งมาให้ที่ตัวรถ รองรับกำลังไฟสูงสุดถึง 6.6 kW สำหรับใช้อุปกรณ์ไฟฟ้ากลางแจ้ง

ภายในห้องโดยสาร

เบาะนั่งและการจัดวางพื้นฐาน

  • รูปแบบเบาะ: เป็นรถ SUV 5 ที่นั่ง ที่เน้นพื้นที่วางขา (Legroom) กว้างขวางเป็นพิเศษจากระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,950 มม.
  • วัสดุและการตกแต่ง: เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังเกรดพรีเมียมพร้อมการเย็บตะเข็บที่ประณีต ให้สัมผัสที่นุ่มนวลกว่ารุ่นออฟโรดฝั่งอเมริกา
  • ฟังก์ชันเบาะคู่หน้า: มาพร้อมระบบปรับไฟฟ้า พร้อมระบบ Heated (อุ่นเบาะ) และ Ventilated (เป่าลมเย็น) เป็นมาตรฐานในรุ่นส่วนใหญ่
  • ฟังก์ชันเบาะหลัง: ในรุ่นท็อป เบาะหลังสามารถปรับเอนได้ด้วยไฟฟ้าและมีระบบอุ่นเบาะมาให้ด้วย
  • Nap Mode (โหมดพักผ่อน): พนักพิงศีรษะเบาะคู่หน้าสามารถพับลงอัตโนมัติ และเบาะหลังเอนราบลงเพื่อเชื่อมต่อกับพื้นที่เก็บสัมภาระ กลายเป็นที่นอนขนาดใหญ่ภายในรถได้ทันที

ระบบบันเทิงและเทคโนโลยี (Infotainment)

  • หน้าจอกลาง: จอสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 15.6 นิ้ว วางแบบลอยตัว ทำงานลื่นไหลด้วยชิปประมวลผล Snapdragon 8255 รุ่นล่าสุด
  • มาตรวัดผู้ขับขี่: หน้าจอดิจิทัลเต็มรูปแบบขนาด 8.8 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่และสถานะแบตเตอรี่อย่างชัดเจน
  • AR-HUD ขนาดใหญ่: ไฮไลท์เด็ดคือหน้าจอ 70-inch AR-HUD ที่สะท้อนข้อมูลการนำทางและระบบช่วยขับขี่ลงบนกระจกหน้าเสมือนมีหน้าจอขนาดใหญ่ลอยอยู่ข้างหน้า
  • ระบบเสียง: ติดตั้งลำโพงคุณภาพสูงรอบคันถึง 21 ตัว (ในรุ่นท็อป) ให้ประสบการณ์เสียงแบบ 3 มิติ
  • ระบบเชื่อมต่อ: รองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านดาวเทียม (OTA) และระบบสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะที่เข้าใจภาษาพูดที่เป็นธรรมชาติ

ความสะดวกสบายและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก

  • ตู้เย็นในรถ: บริเวณคอนโซลกลางติดตั้ง ตู้เย็นขนาด 7.5 ลิตร ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้จริง (แช่เครื่องดื่มได้เย็นเจี๊ยบ)
  • ระบบปรับอากาศ: ระบบแยกโซนอิสระ พร้อมระบบกรองอากาศ PM 2.5 และระบบปล่อยประจุลบ (Ionizer) เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์
  • หลังคา Panoramic Sunroof: หลังคากระจกบานใหญ่ที่เปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า ช่วยให้ห้องโดยสารดูโปร่งและกว้างขวาง
  • ไฟสร้างบรรยากาศ (Ambient Light): ปรับเปลี่ยนได้หลายเฉดสี สอดรับกับโหมดการขับขี่และจังหวะดนตรี
  • เงียบสงบ: มีการติดตั้งกระจกกันเสียงแบบ 2 ชั้น (Double-layer Acoustic Glass) และระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation เพื่อความสุนทรีขณะเดินทาง

จุดเด่นสำหรับสายไลฟ์สไตล์ (รุ่น Basecamp)

  • ครัวท้ายรถ: เมื่อเปิดประตูท้าย จะพบกับชุดครัวมอดูลาร์ที่มี เตาแม่เหล็กไฟฟ้า, โต๊ะพับ, ที่เปิดขวด และแม่เหล็กสำหรับยึดอุปกรณ์ทำครัว
  • พื้นที่เหนือศีรษะ: หากติดตั้งหลังคา Pop-up จะสามารถยืดหลังคาขึ้นด้วยไฟฟ้า เพิ่มความสูงภายในห้องโดยสารได้อีก 36 เซนติเมตร ทำให้ยืนหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าภายในรถได้สะดวกมาก

ระบบขับขี่อัจฉริยะและเซนเซอร์ (ADAS & Sensors)

  • ระบบประมวลผลขั้นสูง: ติดตั้งชิป Nvidia Orin-X จำนวน 2 ตัว ให้กำลังการประมวลผลสูงถึง 508 TOPS ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับแถวหน้าของรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน

  • เซนเซอร์รอบคัน: มาพร้อมเซนเซอร์รวมกว่า 31 จุด ประกอบด้วย

    • LiDAR ติดตั้งบนหลังคา (ทำหน้าที่สแกนสภาพแวดล้อมแบบ 3 มิติอย่างแม่นยำ)

    • กล้องความละเอียดสูงรอบคัน

    • เรดาร์คลื่นมิลลิเมตร (Millimeter-wave Radar)

    • เซนเซอร์อัลตราโซนิก

  • ความสามารถด้าน ADAS: รองรับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะระดับสูง ทั้งบนทางหลวงและในเมือง เช่น ระบบรักษาเลนอัตโนมัติ, ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติเมื่อเปิดไฟเลี้ยว และระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัจฉริยะ

ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety)

  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB): ทำงานร่วมกับ LiDAR เพื่อตรวจจับคนเดินถนน นักปั่นจักรยาน และสิ่งกีดขวางได้แม่นยำแม้ในสภาวะแสงน้อย
  • ระบบช่วยหักหลบสิ่งกีดขวาง (Evasive Steering Assist): ช่วยเพิ่มแรงดันพวงมาลัยในกรณีที่ผู้ขับขี่ต้องหักหลบกะทันหัน
  • ระบบตรวจจับจุดอับสายตา (Blind Spot Monitoring): พร้อมระบบแจ้งเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert)
  • การแสดงผลผ่าน AR-HUD: ข้อมูลความปลอดภัยและการเตือนภัยจะถูกยิงขึ้นบนกระจกหน้าขนาด 70 นิ้ว ทำให้คนขับไม่ต้องละสายตาจากถนน

ความปลอดภัยเชิงปกป้อง (Passive Safety)

  • ถุงลมนิรภัย: ติดตั้งมาให้ถึง 10 ตำแหน่ง รอบห้องโดยสาร (รวมถึงถุงลมนิรภัยหัวเข่าและม่านถุงลมนิรภัยที่ครอบคลุมยาวถึงแถวหลัง)
  • โครงสร้างตัวถัง: แม้จะเป็นแบบ Unibody แต่มีการใช้เหล็กกล้าแรงดึงสูง (High-strength Steel) ในจุดสำคัญเพื่อปกป้องห้องโดยสารและชุดแบตเตอรี่จากการชน
  • ความปลอดภัยของแบตเตอรี่: แบตเตอรี่ LFP “Blade Battery” มีโครงสร้างที่ทนทานต่อการเจาะทะลุและการติดไฟได้ดีเยี่ยม พร้อมระบบจัดการความร้อนอัจฉริยะ

ระบบช่วยความปลอดภัยในการขับขี่ออฟโรด

  • Terrain Perception: ใช้ LiDAR ในการสแกนความลึกของหลุมหรือความชันของเนินข้างหน้า เพื่อแจ้งเตือนผู้ขับขี่ก่อนจะผ่านอุปสรรค
  • Wading Mode: เมื่อเข้าสู่โหมดลุยน้ำ ระบบจะปิดช่องรับอากาศที่ไม่จำเป็นและปรับการตอบสนองของระบบเบรกเพื่อความปลอดภัยในการลุยน้ำลึก 600 มม.
  • Off-road Logbook: ระบบบันทึกเส้นทางและสภาพถนน เพื่อช่วยในการวางแผนการเดินทางกลับหรือแชร์เส้นทางที่ปลอดภัยให้กับคันอื่น

ภาพใหญ่ของฟอร์ดออสเตรเลีย ช่องว่างในไลน์อัพ SUV และเหตุผลที่ “รถผลิตจีน” ดูสมเหตุสมผล

หากมองจากมุมธุรกิจ ฟอร์ดออสเตรเลียมี “ช่องว่าง” หลายจุดในไลน์อัพ SUV หลังการทยอยยุติหลายรุ่น: เช่น Puma และ Escape ที่หายไป รวมถึงแผนรถไฟฟ้าบางรุ่นที่ถูกยกเลิก เหลือ SUV หลักเพียงไม่กี่รุ่นอย่าง Mustang Mach-E และ Everest เมื่อการแข่งขันในออสเตรเลียเต็มไปด้วยรถ EV ที่ “คุ้มราคา” จากจีนและแบรนด์ที่ใช้ฐานผลิตจีน การนำรถจากจีนที่มีสเปกแน่นและต้นทุนแข่งขันได้เข้ามา จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อเพิ่มยอดและเติมพอร์ตสินค้า โดยเฉพาะกลุ่ม SUV ขนาดใหญ่ที่กำลังเป็นสมรภูมิสำคัญ

Advertisement Advertisement

ถ้าเข้าออสเตรเลียจริง Bronco New Energy จะชนใคร?

Bronco New Energy อาจไม่ได้ชนกับ Bronco สายลุยโดยตรง (เพราะมันคนละแนว) แต่มีโอกาสไปอยู่ในกลุ่ม SUV ไซส์ใหญ่ 5 ที่นั่ง สมรรถนะสูง ออปชันพรีเมียม ซึ่งจะถูกเทียบทั้งกับ EV และ PHEV/EREV จากหลายค่าย อีกทั้งถ้าฟอร์ดนำรุ่นอื่นจากจีนเข้ามาอย่าง Edge L หรือ Explorer ก็จะยิ่งทำให้ภาพรวมพอร์ต SUV “ครบขึ้น” และมีคู่แข่งตรงของ SUV ครอบครัวไซส์ใหญ่ในตลาด

สรุป Bronco “ยุคใหม่” ที่อาจเป็นหมากสำคัญของฟอร์ดในออสเตรเลีย

แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่สัญญาณทั้งหมดชี้ว่า Ford Bronco New Energy คือรถที่ “เข้าจังหวะตลาด” ทั้งในมุมเทคโนโลยี EV/EREV ออปชันที่เหนือความคาดหมาย และความสามารถด้านออฟโรดที่ยังให้มาไม่กั๊ก หากเปิดตัวในออสเตรเลียจริง นี่อาจเป็นการกลับมาของชื่อ Bronco ในภูมิภาคนี้อย่างเป็นรูปธรรม และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการนำรถ ฟอร์ดผลิตจีน เข้ามาเติมเต็มไลน์อัพในตลาดโลกมากขึ้น

carexpert

รวมภาพคันจริง! FORD Bronco Base camp BEV 650KM / EREV 220KM เปิดขายจีน 1.09 -1.35 ล้านบาท ผลิตในจีน

เปิดพรีเซล Bronco Base camp SUV ใหม่! ตัวเลือกระบบไฟฟ้า–เพิ่มระยะทาง ออฟโรดจัดเต็ม เทคโนโลยีแบบล้นคัน

ตลาด SUV ไซส์กลางในจีนกลายเป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่แข็งสุดในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เพราะผู้ใช้ต้องการรถที่ “ลุยได้จริง ใช้ชีวิตได้จริง เทคโนโลยีต้องครบ และเป็นเพื่อนเวลาออกทริป” ซึ่ง Ford เล็งเห็นโอกาสตรงนี้ จึงเปิดตัว Bronco Base camp SUV รุ่นใหม่ที่สื่อจีนหลายสำนักยกให้เป็น “Bronco เวอร์ชันไฮเทค” เพราะรูปลักษณ์ได้แรงบันดาลใจจาก Ford Bronco Sport ผสานเทคโนโลยีแบบรถจีนยุคใหม่ที่จัดเต็มทุกฟีเจอร์

  • รุ่น EREV (3 รุ่นย่อย): 229,800 – 272,800 หยวน (ประมาณ 1.09 – 1.30 ล้านบาท)

  • รุ่น BEV (2 รุ่นย่อย): 259,800 – 282,800 หยวน (ประมาณ 1.24 – 1.35 ล้านบาท)

จุดเด่นอยู่ที่มีให้เลือกทั้ง

  • ไฟฟ้าล้วน (BEV) แบตใหญ่ 105.4 kWh ระยะทาง 650 กม.
  • เพิ่มระยะทาง (EREV) แบต 43.7 kWh วิ่งไฟฟ้าล้วน 220 กม. รวมสูงสุด 1,220 กม.

พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ, ด้านลุยจัดเต็ม, ภายในซูเปอร์เทค และโหมดแคมป์ปิ้งตามสไตล์รถ Outdoor ยุคใหม่

ชุด Roadbook เปิดตัวพร้อม 45 เส้นทาง และจะขยายเป็น 155 เส้นทางภายในปีหน้า

บริษัท Ford Motor Company เพิ่งประกาศเปิดตัวการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่รุ่นแรกในตระกูล Bronco Base camp SUV ได้ออกจากสายการผลิตอย่างเป็นทางการที่ฐานการผลิตอัจฉริยะฝูซานของบริษัท Jiangling Motors และรถคันนี้ยังเป็นรถคันที่ 200,000 ที่ผลิตได้ในฐานการผลิตแห่งนี้ในปีนี้ด้วย

Autohome

https://www.car250.com/bronco-ev-2025-12.html

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้