หลบทางหน่อยพี่ใหญ่จะเดิน! TOYOTA ทุ่มปักหมุดกำลังผลิต EV แสนคันในเช็ก ภายในปี 2028

ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Toyota (โตโยต้า) กำลังเดินหน้าปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญในตลาดยุโรป แม้ที่ผ่านมาจะขึ้นชื่อเรื่องความก้าวหน้าอย่างระมัดระวังในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) แต่รายงานล่าสุดชี้ให้เห็นว่า โตโยต้าเตรียมยกระดับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าครั้งใหญ่ ณ โรงงานในสาธารณรัฐเช็ก เพื่อรองรับมาตรการทางกฎหมายอันเข้มงวดของสหภาพยุโรป
ก้าวสำคัญสู่สมรภูมิยุโรป: ปักหมุดฐานผลิต 100,000 คันในเช็ก
สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า Toyota มีแผนจะเปลี่ยนโรงงานในสาธารณรัฐเช็กให้กลายเป็นศูนย์กลาง (Hub) การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตไว้สูงถึง 100,000 คันต่อปีภายในปี 2028
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่ที่ Toyota เคยประกาศไว้ว่าจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าให้ครบ 14 รุ่นในตลาดยุโรปภายในปี 2026 ซึ่งรวมถึง:
- C-HR+ เวอร์ชันไฟฟ้า 100%
- Urban Cruiser เวอร์ชันไฟฟ้า 100%
- bZ Crossover รุ่นปรับปรุงใหม่ (ต่อยอดจากตระกูล bZ4X)
ทำไมต้องตลาดยุโรป? เมื่อความต้องการสวนทางกับตลาดบ้านเกิด
การตัดสินใจตั้งฐานการผลิต EV ในยุโรปสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างตลาดและความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างยุโรปและญี่ปุ่น โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญดังนี้:
“สัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในยุโรปครองส่วนแบ่งสูงถึง 15.4% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด ในขณะที่ตลาดประเทศญี่ปุ่น (บ้านเกิดของ Toyota) มีสัดส่วนของ EV เพียง 2% เท่านั้น”
นอกจากนี้ สหภาพยุโรป (EU) ยังมีกฎหมายบังคับห้ามจำหน่ายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รายใหม่ภายในปี 2035 ทำให้ Toyota จำเป็นต้องเร่งเครื่องปรับตัวเพื่อรักษาเค้กก้อนใหญ่ในตลาดนี้ไว้ แม้ว่าในภาพรวมของยุโรปจะเพิ่งเผชิญกับสภาวะยอดขาย EV ชะลอตัวลงเล็กน้อยราว 1% ก็ตาม
แรงกดดันจาก ‘แบรนด์จีน’ และจุดยืน Multi-Pathway ของ Toyota
นอกเหนือจากเรื่องกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ปัจจุบันค่ายรถยนต์ดั้งเดิม (Legacy OEMs) กำลังเผชิญความกดดันอย่างหนักจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน ไม่ว่าจะเป็น BYD, Jaecoo และ Xpeng ซึ่งปัจจุบันสามารถเจาะตลาดชิงส่วนแบ่งในยุโรปรวมกันไปได้แล้วกว่า 5.1%
ด้วยเหตุนี้ การปรับพอร์ตโฟลิโอและหันมาผลิตในท้องถิ่น (Localize Production) จึงช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการแข่งขัน ทั้งในแง่ของต้นทุน การขนส่ง และการตอบสนองต่อผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที
บทสรุป เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เปลี่ยนไปทั้งหมด
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมวิเคราะห์ว่า แม้ Toyota จะเริ่มรุกตลาด EV ชัดเจนขึ้น แต่คงจะยังไม่มีการ “พลิกโฉมแบบหักดิบ” (Seismic Shift) ไปเป็นแบรนด์ไฟฟ้า 100% ในเร็ววัน เนื่องจากทางค่ายยังคงมีความกังวลในเรื่องข้อจำกัดด้านกายภาพของรถไฟฟ้า เช่น น้ำหนักของแบตเตอรี่ และระยะทางการขับขี่ในรถยนต์ขนาดใหญ่
ทิศทางของ Toyota จะยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ Multi-Pathway ยืนหยัดในการผสมผสานเทคโนโลยีไฮบริด (Hybrid) และระบบ Range-Extender เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการขยายไลน์อัปตระกูลรถไฟฟ้า 100% ขับเคลื่อนผ่านกฎเกณฑ์อันเข้มงวดของยุโรปอย่างมั่นคง
