เน้นขุมพลังหลากหลาย All-NEW TOYOTA COROLLA รุ่นที่ 13 ทั้ง HYBRID , PHEV , BEV ให้เลือก ก่อนเปิดตัวปี 2027-2028








Toyota Corolla Concept เปิดตัวที่ Japan Mobility Show 2025 ดีไซน์อนาคตผสานเอกลักษณ์ดั้งเดิมอย่างลงตัว
ที่งาน Japan Mobility Show 2025 โตโยต้าได้เผยโฉม “Corolla Concept” รุ่นต้นแบบใหม่ล่าสุด โดดเด่นด้วยงานออกแบบแนว Hammerhead ที่ถูกพัฒนาต่อยอดให้เฉียบคมและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม ด้านหน้ารถให้ความรู้สึกกว้างและต่ำ (Wide & Low) กระจกบังลมหน้ามีมุมเอียงมากขึ้น ส่วนโอเวอร์แฮงก์หน้า–หลังสั้นลง ช่วยสร้างสัดส่วนที่สปอร์ตและมั่นคง ให้ลุคที่แตกต่างจากภาพจำเดิมของ “รถเพื่อการใช้งาน” แบบในอดีตอย่างสิ้นเชิง
เส้นสายด้านข้างถูกปั้นอย่างมีมิติ ใช้ “สันเหลี่ยมและรอยพับ” สร้างความโค้งมนที่คมชัด ทำให้ตัวรถคันนี้มีบุคลิกโดดเด่นและเต็มไปด้วยพลัง ในขณะเดียวกัน รูปทรงโดยรวมยังคงยึดตามสไตล์ซีดานแบบดั้งเดิม มอบความงดงามเหนือกาลเวลา จนสามารถสรุปได้ว่าเป็นงานออกแบบที่สมบูรณ์แบบระหว่าง “นวัตกรรมใหม่” และ “ความเป็นอมตะของคารูร่า”
ห้องโดยสารก้าวล้ำ ล้ำสมัยแต่ใช้งานได้จริง
ภายในห้องโดยสารก็ได้รับการยกระดับแบบก้าวกระโดด ด้านคนขับมาพร้อมจอเรือนไมล์ขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ ส่วนฝั่งผู้โดยสารด้านหน้ามี จอมอนิเตอร์แบบไวด์ สำหรับใช้งานเฉพาะบุคคล ช่วยยกระดับประสบการณ์ร่วมภายในรถ
คอนโซลกลางเป็นแบบ Floating Console เปิดพื้นที่ช่วงกลางให้เดินผ่านจากซ้ายไปขวาได้ (Walk-through) เพิ่มความโปร่งโล่งและปรับการใช้งานให้คล่องตัวยิ่งขึ้น เบาะหลังมีพื้นที่วางขากว้างกว่าเดิม ส่วนไฟส่องสว่างในห้องโดยสารให้โทนอบอุ่น ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย
แม้จะเป็นรถต้นแบบ แต่การจัดวางฟังก์ชันและดีไซน์โดยรวมทำให้หลายคนรู้สึกว่า “อยากให้ผลิตจริงแบบนี้เลย”
Corolla จะมีรุ่น Battery EV เป็นครั้งแรก และยังมี Hybrid / PHEV
ไฮไลต์สำคัญที่สุด คือ คาร์บอราเป็นครั้งแรกที่มีรุ่นแบตเตอรี่ไฟฟ้า (BEV) ขณะเดียวกันยังคาดว่าจะมีทั้ง Hybrid และ Plug-in Hybrid (PHEV) ให้เลือก เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์ “Multi-pathway Strategy” ที่โตโยต้ากำลังผลักดันทั่วโลก
ที่เลือกนำเสนอในรูปแบบซีดาน ก็เพราะว่า ยังคงเป็น Global Standard ในตลาดโลก นั่นเอง
โคจิ ซาโตะ ประธานโตโยต้า กล่าวบนเวทีว่า “ต้องการสร้างรถที่ทุกคนอยากขับ รถที่เท่และเหมาะกับชีวิตประจำวันของทุกคน” สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า Corolla Concept คือการรวมไอเดียมากมายเพื่อสร้าง “รถสำหรับทุกคน” ที่ทั้งรักษ์โลกและใช้งานได้จริง
Multi-pathway Strategy ของ Toyota คือแนวทางในการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โดยการนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายของเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน (Powertrains) เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ใช้งาน โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งพลังงานในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก
แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เพียงอย่างเดียว Toyota เชื่อว่า “ศัตรูคือคาร์บอน ไม่ใช่เครื่องยนต์” จึงได้แบ่งเส้นทางออกเป็นหลายสาย ดังนี้ครับ
ทางเลือกด้านเทคโนโลยี (Diverse Powertrains)
Toyota พัฒนาและจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาดในหลายรูปแบบ:
-
HEV (Hybrid Electric Vehicle): รถยนต์ไฮบริดที่ไม่ต้องชาร์จไฟ เช่น Corolla Cross, Camry ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ Toyota เชี่ยวชาญที่สุดและเข้าถึงง่ายในปัจจุบัน
-
PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle): รถยนต์ไฮบริดเสียบปลั๊กที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ในระยะหนึ่ง
-
BEV (Battery Electric Vehicle): รถยนต์ไฟฟ้า 100% เช่นตระกูล bZ (Beyond Zero)
-
FCEV (Fuel Cell Electric Vehicle): รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน เช่น Toyota Mirai ซึ่งปล่อยเพียงน้ำออกมาจากท่อไอเสีย
-
H2 ICE (Hydrogen Internal Combustion Engine): การนำไฮโดรเจนมาเผาไหม้ในเครื่องยนต์สันดาปโดยตรง (อยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบในสนามแข่ง)
หตุผลเบื้องหลังกลยุทธ์ Multi-pathway
Toyota ให้เหตุผลสำคัญไว้ 3 ประการ คือ:
-
ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน: แต่ละประเทศมีสถานีชาร์จไฟฟ้าไม่เท่ากัน บางพื้นที่ไฟฟ้ายังผลิตจากถ่านหิน ซึ่งการใช้ BEV อาจไม่ได้ช่วยลดคาร์บอนได้จริงในภาพรวม
-
การเข้าถึงทรัพยากร: วัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ (เช่น ลิเธียม) มีจำกัด การกระจายแบตเตอรี่ไปอยู่ในรถไฮบริดหลายคัน อาจช่วยลดคาร์บอนรวมได้มากกว่าการใส่แบตเตอรี่ก้อนใหญ่ในรถ BEV เพียงคันเดียว
-
พฤติกรรมการใช้งาน: ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการต่างกัน เช่น รถกระบะบรรทุกหนักหรือรถบรรทุกทางไกล อาจเหมาะกับไฮโดรเจนหรือไฮบริดมากกว่าไฟฟ้าล้วนในปัจจุบัน
“Carbon Neutral Fuels” (พลังงานทางเลือกอื่น)
นอกเหนือจากตัวรถแล้ว Toyota ยังศึกษาเรื่อง เชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน เช่น e-fuels (เชื้อเพลิงสังเคราะห์) และ Biofuels (เชื้อเพลิงชีวภาพ) เพื่อให้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่มีอยู่เดิมในตลาดสามารถใช้งานต่อได้โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
สรุปสั้นๆ: Multi-pathway คือการ “ไม่วางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” โดย Toyota เลือกที่จะพัฒนาทุกเทคโนโลยีไปพร้อมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีลูกค้าคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดครับ
อาจเปิดตัวภายใน 1–2 ปีข้างหน้า รับปีฉลองครบรอบ 60 ปี Corolla
คาร์โบล่าเปิดตัวครั้งแรกในปี 1966 และถูกจำหน่ายแล้วกว่า 5,000 ล้านคันในกว่า 140 ประเทศทั่วโลก (ข้อมูลปี 2021) ทำให้เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในประวัติศาสตร์
รุ่นปัจจุบันเปิดตัวในปี 2018 ซึ่งถึงปัจจุบันก็ผ่านมา 7 ปีแล้ว เข้าสู่ช่วงท้ายของโมเดลไซเคิลอย่างพอดี อีกทั้งปี 2026 ยังเป็น วาระครบรอบ 60 ปี Corolla จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า Toyota จะเลือกช่วงเวลานี้เปิดตัว Corolla เจเนอเรชันใหม่อย่างเป็นทางการ
นอกจากตัวถังซีดาน คาดว่าจะมีรุ่นอื่นตามมา เช่น
- รถแฮทช์แบ็ก
- รถสเตชั่นแวกอน
- SUV เวอร์ชันใหม่
- รุ่นสมรรถนะสูง GR Series
โดยจากไทม์ไลน์พัฒนารุ่นที่ผ่านมา คาดว่า น่าจะเห็นตัวจริงภายใน 1–2 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน
แพลตฟอร์มและเทคโนโลยี
Toyota คาดว่าจะใช้ TNGA-C รุ่นอัปเกรด สำหรับ Corolla ใหม่ หรืออาจใช้ แพลตฟอร์ม E3 ซึ่งพัฒนาเพื่อรองรับไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และ EV โดยเฉพาะ
แพลตฟอร์ม E3 ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับโรงงานในยุโรปเป็นหลัก แต่มีโอกาสสูงที่เทคโนโลยีจาก E3 จะถูกนำมาใช้ใน Corolla เวอร์ชันตลาดโลก
ขุมพลัง ไฮบริดและ PHEV มาแน่ แต่ไฟฟ้าล้วนยังไม่มา คาดว่าขุมพลังเบนซิน 1.5 และ 2.0 ใหม่ จะเข้ามาทดแทน และเราจะได้เห็นระบบไฮบริด เจนที่ 6 ใน corolla ใหม่ด้วย
ปัจจุบัน Corolla เจเนอเรชันที่ 12 ใช้เครื่องยนต์
- 2.0 ลิตร เบนซิน 125 kW หรือ 169 แรงม้า PS
- 1.8 ลิตร ไฮบริด 103 kW หรือ 140 แรงม้า PS
สำหรับเจเนอเรชันที่ 13 คาดว่าจะใช้
✅ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ใหม่ + มอเตอร์ไฟฟ้า
✅ รุ่นปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จะเข้ามาเสริมตลาด และ มีระยะวิ่งไฟฟ้าได้ค่อนข้างดี
✅ ตัวเลขประหยัดน้ำมันอาจลดลงเหลือ 3.0 ลิตร/100 กม. (จากปัจจุบันที่ 3.9 ลิตร/100 กม.) เข้าระดับ 30 กว่า กม./ลิตรแบบไม่ต้องสงสัย
✅ มีแผนในการผลิตเช่นกัน แต่ยังไม่ระบุข้อมูลชัดเจน
อะไรที่เราคาดหวังได้จาก Toyota Corolla รุ่นใหม่?
- ดีไซน์พัฒนาต่อยอดจากรุ่นปัจจุบัน
- ขุมพลังไฮบริดแน่นอน อาจมีปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
- GR Corolla อาจจะมา แต่ยังไม่มีการยืนยัน
- ไม่มีรุ่น EV ล้วนสำหรับตลาดโลก
- แพลตฟอร์ม TNGA-C หรือ E3 ที่พัฒนาใหม่
- ราคาขยับขึ้นอีกเล็กน้อย
Toyota Corolla เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีการผลิตอย่างต่อเนื่องและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยเปิดตัวครั้งแรกในปี 1966 และได้รับการพัฒนามาแล้ว 12 เจนเนอเรชั่น โดยแต่ละเจนเนอเรชั่นมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และสมรรถนะ
ลำดับเจนเนอเรชั่นของ Toyota Corolla
- เจนเนอเรชั่นที่ 1 (E10) – ปี 1966-1970
- เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่น
- เครื่องยนต์ 1.1L และ 1.2L
- มีตัวถังซีดาน 2 ประตู, 4 ประตู และสเตชั่นแวกอน
- เจนเนอเรชั่นที่ 2 (E20, E30, E40, E50) – ปี 1970-1978
- รูปทรงเหลี่ยมขึ้นและขยายขนาดใหญ่ขึ้น
- มีตัวเลือกเครื่องยนต์ 1.2L, 1.4L และ 1.6L
- เริ่มมีระบบเกียร์อัตโนมัติ
- เจนเนอเรชั่นที่ 3 (E30, E40, E50, E60) – ปี 1974-1981
- ดีไซน์เหลี่ยมมากขึ้น
- เพิ่มรุ่นสปอร์ต Liftback
- ใช้ระบบกันสะเทือนแบบคอยล์สปริง
- เจนเนอเรชั่นที่ 4 (E70) – ปี 1979-1987
- รูปทรงแอโรไดนามิกขึ้น
- เปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก RWD เป็น FWD
- เพิ่มเครื่องยนต์ 1.3L และ 1.8L
- เจนเนอเรชั่นที่ 5 (E80) – ปี 1983-1987
- Corolla AE86 (ตำนานรถดริฟต์)
- เครื่องยนต์ 4A-GE 1.6L DOHC
- ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (ยกเว้น AE86 ยังใช้ RWD)
- เจนเนอเรชั่นที่ 6 (E90) – ปี 1987-1992
- การออกแบบโค้งมนขึ้น
- ใช้เครื่องยนต์ EFI (หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์)
- เริ่มมีระบบกันสะเทือนอิสระ
- เจนเนอเรชั่นที่ 7 (E100) – ปี 1991-1997
- รูปลักษณ์โค้งมนขึ้นกว่าเดิม
- เพิ่มเทคโนโลยีความปลอดภัย
- มีตัวเลือกขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD)
- เจนเนอเรชั่นที่ 8 (E110) – ปี 1995-2002
- การออกแบบเรียบง่าย ทนทาน
- มีเครื่องยนต์ VVT-i เป็นครั้งแรก
- เริ่มเน้นการลดการปล่อยมลพิษ
- เจนเนอเรชั่นที่ 9 (E120, E130) – ปี 2000-2008
- ดีไซน์ทันสมัย เน้นความกว้างขวาง
- เริ่มมีเครื่องยนต์ 1.8L Dual VVT-i
- รุ่น Altis เปิดตัวในตลาดไทย
- เจนเนอเรชั่นที่ 10 (E140, E150) – ปี 2006-2013
-
- มีความหรูหรามากขึ้น
- ใช้เกียร์ CVT ครั้งแรก
- เครื่องยนต์ 1.6L และ 1.8L
- เจนเนอเรชั่นที่ 11 (E170, E180) – ปี 2013-2019
-
- ดีไซน์สปอร์ตมากขึ้น
- ใช้แพลตฟอร์ม TNGA
- มีเครื่องยนต์ไฮบริด
- เจนเนอเรชั่นที่ 12 (E210) – ปี 2018-ปัจจุบัน
-
- ดีไซน์ทันสมัย ใช้แพลตฟอร์ม TNGA
- เครื่องยนต์ Dynamic Force 1.8L และ 2.0L
- มีรุ่นไฮบริดที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น


เครื่องยนต์ต้นแบบ 3 รุ่น
- 1.5 ลิตร NA – เล็กและเตี้ยกว่ารุ่นเดิมราว 10% น้ำหนักลดลงประมาณ 10% และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- 1.5 ลิตรเทอร์โบชาร์จ – ขนาดเล็กกว่ารุ่น 2.5 ลิตร NA เดิมถึง 20% เตี้ยลง 15% ให้สมรรถนะเท่าเดิม พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพราว 30%
- 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จ – เล็กกว่ารุ่น 2.4 ลิตรเทอร์โบเดิม 10% เตี้ยลง 10% กำลังเพิ่มขึ้น และประหยัดน้ำมันมากขึ้นประมาณ 30%
- Toyota เปิดเผยว่าเครื่องยนต์เทอร์โบ 2.0‑ลิตรรุ่นใหม่ (ในโค้ด G20E) ให้กำลังสูงสุดประมาณ 400 แรงม้า ในเวอร์ชันมาตรฐาน และสามารถเพิ่มขึ้นเกิน 600 แรงม้า ได้โดยง่ายหากปรับใช้เทอร์โบเดิมขนาดใหญ่—แม้ในด้านการใช้งานจริงอาจต้องปรับกำลังลงเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนด CO₂ ที่เข้มงวด
จากการลดขนาดเครื่องยนต์ โตโยต้าสามารถออกแบบฝากระโปรงให้ต่ำลง เพิ่มประสิทธิภาพการไหลของลม ส่งผลดีต่อการประหยัดเชื้อเพลิง ขณะเดียวกัน Subaru จะใช้เทคโนโลยีนี้ในเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ไฮบริดรุ่นใหม่ ส่วน Mazda จะใช้เครื่องยนต์โรตารีเป็นเครื่องปั่นไฟ (Range Extender)




Toyota Corolla Concept ใหม่! สปอร์ตสุดล้ำ เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่งาน Tokyo Mobility Show 2025
https://www.car250.com/toyota-2025-10.html
https://www.car250.com/toyota-hev-phev-ths-ii-2025-10.html
