เกาหลีใต้เสริม “ประกันภาคบังคับสถานีชาร์จ EV” ชดเชยไฟไหม้ สูงสุด 220 ล้านบาทต่อเหตุการณ์

เกาหลีใต้เสริม “ประกันภาคบังคับสถานีชาร์จ EV” และกองทุนชดเชยเหตุไฟไหม้ ปี 2026 ครอบคลุมไฟไหม้ ระเบิด ไฟฟ้าช็อต พร้อมวงเงินสูงสุด 1 หมื่นล้านวอน
สรุปประเด็น: ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 เกาหลีใต้เดินหน้ามาตรการด้านความปลอดภัยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วย “ประกันความรับผิดภาคบังคับ” สำหรับอุบัติเหตุที่สถานีชาร์จ รวมถึงกลไก “กองทุนชดเชยเพิ่มเติม” กรณีความเสียหายเกินวงเงินประกันเอกชนของเจ้าของรถ เพื่อคลายความกังวลเรื่องไฟไหม้/ระเบิดและเร่งการขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ
หมายเหตุการแปลงค่าเงิน: ใช้อัตรา 1 วอนเกาหลีใต้ (KRW) = 0.022 บาท (THB)
ทำไมเกาหลีใต้ต้อง “เสริมระบบชดเชย EV” ในปี 2026
เจ้าหน้าที่ในอุตสาหกรรมประกันภัยของเกาหลีใต้ระบุว่า การชดเชยและระบบประกันที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย EV จะถูกยกระดับในปี 2026 ท่ามกลางเหตุไฟไหม้และการระเบิดที่เกี่ยวข้องกับ EV ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมาตรการใหม่นี้มุ่ง “จัดความเสี่ยงให้ชัดเจน” ระหว่างผู้ประกอบการสถานีชาร์จ เจ้าของรถ ผู้ผลิต และภาครัฐ เพื่อทำให้การใช้งาน EV และการติดตั้งหัวชาร์จมีความมั่นใจมากขึ้น
ประกันภาคบังคับ ครอบคลุมเหตุไฟไหม้ ระเบิด ไฟฟ้าช็อต ที่สถานีชาร์จ
สมาคมประกันชีวิตเกาหลี และสมาคมประกันวินาศภัยเกาหลี เปิดเผยว่า ประกันความรับผิดตามกฎหมาย สำหรับอุบัติเหตุที่เกิดใน “สถานี/จุดชาร์จ EV” จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026
ใครบ้างที่ต้องทำประกัน
- ผู้ประกอบการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
- นิติบุคคลอาคารชุด/อพาร์ตเมนต์
- หน่วยงานหรือสถานที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องติดตั้งเครื่องชาร์จ EV
บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม
หากไม่ทำประกันตามข้อกำหนด จะถูกปรับ 2,000,000 วอน (ประมาณ 44,000 บาท)
เหตุการณ์ที่ประกันครอบคลุม
- ความเสียหายต่อร่างกายและทรัพย์สินจาก ไฟไหม้
- ความเสียหายจาก การระเบิด
- ความเสียหายจาก ไฟฟ้าช็อต
- ครอบคลุมกรณี “นอกเหนือไฟไหม้ทั่วไป” เช่น หัวชาร์จ/คอนเนคเตอร์เสียหาย จากความร้อนสูงหรือระบบไฟฟ้าขัดข้อง จนทำให้รถได้รับความเสียหาย
วงเงินคุ้มครอง สูงสุด 150 ล้านวอนต่อคน และ 1,000 ล้านวอนต่อเหตุการณ์
| รายการ | วงเงิน (วอน) | ประมาณการเป็นเงินบาท (THB) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ความเสียหายต่อร่างกาย (ต่อคน) | สูงสุด 150,000,000 | ≈ 3,300,000 | กรณีบาดเจ็บ/เสียชีวิตจากเหตุที่สถานีชาร์จ |
| ความเสียหายต่อทรัพย์สิน (ต่ออุบัติเหตุ) | สูงสุด 1,000,000,000 | ≈ 22,000,000 | รวมความเสียหายต่อรถ/ทรัพย์สินอื่นในเหตุเดียวกัน |
| ค่าปรับหากไม่ทำประกัน | 2,000,000 | ≈ 44,000 | บทลงโทษตามกฎหมาย |
การคำนวณเงินบาท: วอน × 0.022
ตั้ง “กองทุนชดเชยเพิ่มเติม” เมื่อความเสียหายเกินวงเงินประกันเอกชน
นอกจากประกันภาคบังคับแล้ว เกาหลีใต้จะจัดตั้งกลไกชดเชยเพิ่มเติมสำหรับเหตุ ไฟไหม้ EV ระหว่างชาร์จหรือจอด ในกรณีที่ความเสียหาย เกินวงเงินประกันเอกชนของเจ้าของรถ หรือมีส่วนที่ไม่ถูกคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ส่วนบุคคล
แหล่งเงินของกองทุน
- ร่วมสนับสนุนโดย ภาครัฐ
- และ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV manufacturers)
เพดานการชดเชยและระยะเวลาให้ความคุ้มครอง
- ชดเชยได้สูงสุด 10,000,000,000 วอน ต่ออุบัติเหตุ (ประมาณ 220,000,000 บาท)
- ครอบคลุมได้ สูงสุด 3 ปี หลังการส่งมอบรถใหม่
แนวคิดหลักคือ “ลดช่องว่างของความคุ้มครอง” เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาแม้เกิดเหตุรุนแรง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินมูลค่าสูงกว่าวงเงินประกันทั่วไป
ผลกระทบต่อผู้ใช้งาน EV ผู้ประกอบการ และตลาดชาร์จ
1) ผู้ใช้ EV ได้ “ความมั่นใจเชิงระบบ” มากขึ้น
ผู้ใช้ EV มักกังวลเหตุไฟไหม้ระหว่างชาร์จหรือจอด โดยเฉพาะในอาคารพักอาศัย/ที่จอดรวม มาตรการนี้ทำให้ความรับผิดชัดเจนขึ้นและมี “ชั้นการชดเชย” เพิ่มเติมเมื่อความเสียหายสูง
2) ผู้ประกอบการสถานีชาร์จต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
เมื่อประกันเป็นภาคบังคับ ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการบริหารความเสี่ยง เช่น ตรวจสอบระบบไฟ การระบายความร้อน การบำรุงรักษาหัวชาร์จ และระบบตัดไฟฉุกเฉิน เพื่อหลีกเลี่ยงเคลมและปัญหาความรับผิด
3) เร่งการติดตั้งสถานีชาร์จ โดยลดแรงต้านจากความกังวล
ภาครัฐคาดว่าการมีกรอบชดเชยที่ชัดเจนจะช่วยลดความลังเลของนิติบุคคล/ผู้ดูแลอาคารในการติดตั้งหัวชาร์จ และช่วยเร่งการขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของ EV
มุมมองเชิงนโยบาย “รัฐ+ผู้ผลิต” เข้ารับความเสี่ยงส่วนเกิน
จุดที่น่าสนใจคือการออกแบบให้ รัฐและผู้ผลิต ร่วมรับภาระผ่านกองทุนเมื่อความเสียหาย “เกินวงเงินประกันเอกชน” ซึ่งสะท้อนแนวคิดการกระจายความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk sharing) เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงตกอยู่ที่ผู้ใช้หรือผู้ประกอบการรายย่อยเพียงฝ่ายเดียว
อย่างไรก็ตาม ตลาดอาจจับตาว่าโครงสร้างกองทุนจะกำหนดเงื่อนไขการพิจารณาความเสียหายอย่างไร (เช่น เกณฑ์สาเหตุ วิธีประเมินมูลค่า และกระบวนการจ่ายชดเชย) เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและลดข้อพิพาท
ใครได้ใครเสีย? มาตรการ “ประกันภาคบังคับสถานีชาร์จ EV” และกองทุนชดเชยเหตุไฟไหม้ EV ปี 2026 ของเกาหลีใต้
สรุป: เกาหลีใต้เริ่มบังคับใช้ประกันความรับผิดสำหรับอุบัติเหตุที่สถานีชาร์จ EV ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 และตั้ง “กองทุนชดเชยเพิ่มเติม” เมื่อความเสียหายจากไฟไหม้ระหว่างชาร์จ/จอดเกินวงเงินประกันเอกชนของเจ้าของรถ เป้าหมายหลักคือยกระดับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานชาร์จ
หมายเหตุ: แปลงค่าเงินตามอัตรา 1 KRW = 0.022 THB (ตามที่กำหนด)
ภาพรวมมาตรการ (สรุปสั้น)
- ประกันภาคบังคับ สำหรับเหตุไฟไหม้/ระเบิด/ไฟฟ้าช็อตที่สถานีชาร์จ
- ผู้ที่ต้องทำ: ผู้ประกอบการชาร์จ + คอนโด/อพาร์ตเมนต์ และหน่วยงานที่ถูกกำหนดให้ติดตั้งหัวชาร์จ
- ไม่ทำ: ปรับ 2,000,000 วอน (≈ 44,000 บาท)
- วงเงินคุ้มครอง: ร่างกาย 150,000,000 วอน/คน (≈ 3,300,000 บาท) และทรัพย์สิน 1,000,000,000 วอน/เหตุการณ์ (≈ 22,000,000 บาท)
- กองทุนชดเชยเพิ่มเติม รัฐ+ผู้ผลิตร่วมจ่าย ชดเชยส่วนที่เกิน/ไม่ครอบคลุมจากประกันเอกชน เพดาน 10,000,000,000 วอน/เหตุการณ์ (≈ 220,000,000 บาท) คุ้มครองสูงสุด 3 ปี หลังส่งมอบรถใหม่
ใคร “ได้ประโยชน์”
1) ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV Owners) — ได้มากสุด
- ความเสี่ยงจากเหตุใหญ่ไม่ได้จบที่ “ประกันรถส่วนบุคคล”
- มีชั้นคุ้มครองเพิ่มเมื่อความเสียหายเกินวงเงิน หรือมีส่วนที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง
- ลดความกังวล EV ไฟไหม้ในพื้นที่จอดรวม/คอนโด ทำให้ตัดสินใจใช้ EV ได้ง่ายขึ้น
2) นิติบุคคลอาคารชุด/เจ้าของพื้นที่จอด — ได้ความชัดเจนทางความรับผิด
- ความรับผิดมีกรอบรองรับผ่านประกันภาคบังคับ ลดความเสี่ยงข้อพิพาท
- ช่วยลดแรงต้านจากผู้อยู่อาศัยที่กังวลเรื่องความปลอดภัย
- เอื้อให้ติดตั้งหัวชาร์จเพิ่มและยกระดับความพร้อมรองรับ EV
3) รัฐบาล — ได้ผลลัพธ์เชิงนโยบาย
- แก้ความกังวลด้านความปลอดภัยซึ่งเป็น “อุปสรรคสำคัญ” ต่อการยอมรับ EV
- สนับสนุนการขยายสถานีชาร์จโดยมีโครงสร้างชดเชยรองรับ
- กระจายความเสี่ยงร่วมกับผู้ผลิต แทนการใช้งบรัฐเพียงฝ่ายเดียว
4) ธุรกิจประกันภัย — ได้ตลาดใหม่แบบชัดเจน
- ประกันภาคบังคับทำให้เกิด “ดีมานด์ถาวร” จากผู้ประกอบการชาร์จและอาคารที่ติดตั้ง
- สามารถกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยเป็นเงื่อนไข เพื่อควบคุมความเสี่ยงและลดเคลม
5) ผู้ผลิต EV รายใหญ่/มาตรฐานสูง — ได้ทางอ้อม
- มาตรการช่วยยกระดับความเชื่อมั่นต่อ EV โดยรวม
- ผู้ผลิตที่มีความปลอดภัยดีอาจได้เปรียบแบรนด์ที่มีสถิติเหตุสูง
ใคร “เสียประโยชน์”
1) ผู้ประกอบการสถานีชาร์จรายเล็ก — ต้นทุนเพิ่ม
- ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภาคบังคับ และอาจต้องลงทุนปรับระบบให้ผ่านเกณฑ์ประกัน
- มาร์จินลด โดยเฉพาะรายที่รายได้ต่อจุดชาร์จต่ำ
- ความเสี่ยง “ถูกคัดออก” หากแข่งขันด้วยราคาล้วนและมาตรฐานไม่ถึง
2) ผู้ผลิต EV — ภาระร่วมกองทุนเพิ่ม
- ต้องร่วมรับความเสี่ยงผ่านกองทุนชดเชย (รัฐ+ผู้ผลิต)
- หากรุ่นใดมีเหตุถี่ อาจถูกกดดันด้านภาพลักษณ์และต้นทุนในอนาคต
- ตลาดอาจเรียกร้องความโปร่งใสด้านความปลอดภัยมากขึ้น
3) ผู้เล่นอสังหาฯ/อาคารที่ไม่พร้อม — ถูกบีบให้ลงทุน
- หากติดตั้งหัวชาร์จ ต้องรับต้นทุนประกันและการยกระดับมาตรฐาน
- หากไม่ติดตั้ง อาจเสียความสามารถแข่งขันในตลาดที่ผู้ใช้ EV เพิ่มขึ้น
4) ผู้ใช้รถเครื่องยนต์ (ICE) — เสียทางอ้อมเชิงนโยบาย
- EV ได้โครงสร้างสนับสนุนด้านความเสี่ยงแบบเป็นระบบมากกว่า
- ทิศทางกฎระเบียบและทรัพยากรการกำกับดูแลโน้มเอียงไปทาง EV
ตารางสรุป “ใครได้–ใครเสีย” แบบเร็ว
| กลุ่ม | ได้/เสีย | เหตุผลหลัก | ผลที่ตามมา |
|---|---|---|---|
| ผู้ใช้ EV | ได้ | มีชั้นคุ้มครองเพิ่ม ทั้งประกันภาคบังคับและกองทุนส่วนเกิน | ความเชื่อมั่นสูงขึ้น ตัดสินใจใช้ EV ง่ายขึ้น |
| คอนโด/อาคารที่ติดตั้งชาร์จ | ได้ | ความรับผิดชัดขึ้น ลดความเสี่ยงข้อพิพาท | กล้าติดตั้งเพิ่ม ลดแรงต้านจากผู้อยู่อาศัย |
| รัฐบาล | ได้ | แก้ความกังวลความปลอดภัย เร่งโครงสร้างพื้นฐาน | การยอมรับ EV ดีขึ้น |
| บริษัทประกัน | ได้ | ตลาดใหม่จากประกันภาคบังคับ | ตั้งมาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มขึ้น |
| ผู้ประกอบการชาร์จรายเล็ก | เสีย | ต้นทุนประกัน+มาตรฐานเพิ่ม | เสี่ยงถูกคัดออก/รวมตลาด |
| ผู้ผลิต EV (บางราย) | เสีย | ร่วมจ่ายกองทุน รับความเสี่ยงภาพลักษณ์ | ต้องยกระดับความปลอดภัยและความโปร่งใส |
บทสรุปเชิงกลยุทธ์
มาตรการนี้เป็นการ “แลกต้นทุนระยะสั้นเพื่อความเชื่อมั่นระยะยาว” ผู้ใช้ EV และโครงสร้างพื้นฐานได้แรงหนุนจากกรอบชดเชยที่ชัดเจน ขณะที่ภาคธุรกิจสถานีชาร์จและผู้ผลิตต้องรับภาระเพิ่ม ซึ่งมีแนวโน้มทำให้ตลาดเกิดการ “คัดกรอง” ผู้เล่นที่มาตรฐานต่ำ และขยับไปสู่ระบบที่เข้มงวดขึ้นด้านความปลอดภัย
