Ferrari Luce “ลูซรุ่นใหม่นั้นน่าเกลียดมาก ขนาดคนจีนยังไม่กล้าลอกเลียนแบบเลย” ลูกา ดิ มอนเตเซโมโล อดีตซีอีโอ ของเฟอร์รารีกล่าวว่า

Ferrari Luce “ลูซรุ่นใหม่นั้นน่าเกลียดมาก ขนาดคนจีนยังไม่กล้าลอกเลียนแบบเลย” ลูกา ดิ มอนเตเซโมโล อดีตซีอีโอ ของเฟอร์รารีกล่าวว่า
Spread the love
Advertisement Advertisement

วงการยานยนต์ระดับไฮเปอร์ลักชัวรีต้องจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อ Ferrari (เฟอร์รารี่) ค่ายม้าลำพองจากเมืองมาราเนลโล ประเทศอิตาลี ได้ประกาศเปิดตัว Ferrari Luce (เฟอร์รารี่ ลูเช่) ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle – BEV) รุ่นแรกของแบรนด์อย่างเป็นทางการ ณ กรุงโรม ความน่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่แค่การเปลี่ยนผ่านสู่ขุมพลังไร้มลพิษ แต่ดีไซน์ของตัวรถยังเป็นการร่วมทุนทางความคิดระหว่างศูนย์ออกแบบ Ferrari Styling Centre และ LoveFrom บริษัทดีไซน์ของ Sir Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบระดับตำนานของ Apple ทำให้ Luce กลายเป็นสปอร์ตแกรนด์ทัวเรอร์ (GT) 4 ประตู 5 ที่นั่งรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่ผสานความมินิมอลแบบฉบับไอทีเข้ากับจิตวิญญาณความแรงได้อย่างลงตัว

ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว 1,050 แรงม้า และการจัดวาง Rear-Biased

Ferrari ปฏิเสธการใช้ชุดระบบขับเคลื่อนสำเร็จรูปจากซัพพลายเออร์ภายนอก โดยเลือกที่จะวิจัย พัฒนา และผลิตชุดมอเตอร์ แบตเตอรี่ รวมถึงซอฟต์แวร์ควบคุมทั้งหมดภายในโรงงาน Maranello เอง เพื่อให้มั่นใจว่าตัวรถยังคงมีอัตราเร่งและการตอบสนองที่เร้าใจตามดีเอ็นเอของค่ายม้าลำพอง

ระบบขับเคลื่อนของ Ferrari Luce ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet Synchronous Motors) จำนวน 4 ตัว แยกอิสระควบคุมแต่ละล้อ ให้กำลังสูงสุดรวมกันถึง 1,050 แรงม้า (hp) พร้อมแรงบิดมหาศาลที่ 990 นิวตันเมตร

วิศวกรของ Ferrari ได้เซ็ตอัพโครงสร้างการกระจายกำลังในรูปแบบ Rear-Biased หรือเน้นพละกำลังไปยังล้อคู่หลังเป็นหลัก โดยชุดมอเตอร์คู่หลังสามารถระเบิดกำลังได้สูงสุดถึง 843 แรงม้า ในขณะที่มอเตอร์คู่หน้าจะทำงานอย่างชาญฉลาด และสามารถตัดการทำงานได้โดยสมบูรณ์เมื่อขับขี่ในโหมดประหยัดเพื่อลดการใช้พลังงาน (Energy Efficiency)

ตัวเลขสมรรถนะ (Performance Figures)

  • อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: ทำได้ในเวลาเพียง 2.5 วินาที
  • อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: ทำได้ในเวลา 6.8 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด (Top Speed): ทะลุขีดจำกัดที่ 310 กม./ชม.

นวัตกรรมเสียงคำราม Authentic EV Sound ไม่ใช่เสียงสังเคราะห์

หนึ่งในจุดเด่นที่ลบข้อสบประมาทของรถยนต์ไฟฟ้าคือ ระบบเสียง Ferrari ไม่เลือกใช้ไฟล์เสียงสังเคราะห์จากคอมพิวเตอร์ (Digital Noise) เหมือนแบรนด์ทั่วไป แต่ติดตั้งระบบตัววัดความเร่งความถี่สูง (Precision Accelerometers) เพื่อจับแรงสั่นสะเทือนและคลื่นเสียงทางกลไก (Mechanical Wave) ที่เกิดขึ้นจากการหมุนของมอเตอร์และชุดเกียร์โดยตรง จากนั้นนำสัญญาณมาขยายเสียงผ่านแอมพลิฟายเออร์พิเศษ คล้ายกับหลักการทำงานของปิ๊กอัพในกีตาร์ไฟฟ้า ทำให้ได้เสียงครางทุ้มที่เป็นธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงระดับโทนเสียงตามความเร็วและแรงกดคันเร่งจริงอย่างแม่นยำ

สถาปัตยกรรมแบตเตอรี่ 800V และระยะการทำงาน

ตัวรถสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มแรงดันไฟฟ้าสูง 800V – 880V ติดตั้งแพ็คแบตเตอรี่ความจุ 122 kWh น้ำหนักรวม 630 กิโลกรัม โดยวิศวกรออกแบบให้เคสของแบตเตอรี่ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างแชสซี (Cell-to-Chassis) ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งต่อการบิดตัว (Torsional Rigidity) และทำให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด

  • ระยะทางวิ่งสูงสุด: มากกว่า 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม (ตามมาตรฐาน WLTP)
  • การชาร์จกระแสตรง (DC Fast Charging): รองรับกำลังไฟสูงสุด 350 kW สามารถชาร์จไฟจากระบบเพื่อเพิ่มระยะทางการวิ่งได้ราว 320 กิโลเมตร (หรือประมาณ 70 kWh) ภายในระยะเวลาเพียง 20 นาที

มิติตัวถัง แชสซีอลูมิเนียมรีไซเคิล และระบบควบคุมการขับขี่ขั้นสูง

Ferrari Luce เลือกใช้วัสดุโครงสร้างตัวถังและแชสซีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็น อลูมิเนียมรีไซเคิลเกรดสูงถึง 75% ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2e) ในกระบวนการผลิตต้นน้ำลงได้มากถึง 70% เมื่อเทียบกับการถลุงอลูมิเนียมใหม่

เมื่อพิจารณาในแง่มิติตัวถัง ตัวรถมีความยาว 5,026 มม., ความกว้าง 1,999 มม., ความสูง 1,544 มม. และมีระยะฐานล้อที่กว้างถึง 2,961 มม. ซึ่งหากนำไปเปรียบเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Ferrari Purosangue จะพบว่า Luce มีความยาวมากกว่า 53 มม. แต่เตี้ยกว่า 45 มม. ส่งผลให้มีจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ต่ำกว่า Purosangue ถึง 95 มม. โดยมีการกระจายน้ำหนักหน้า:หลัง อยู่ที่อัตราส่วน 47:53

สมองกลควบคุม 200 ครั้งต่อวินาที: ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง VCU (Vehicle Control Unit) เจเนอเรชันใหม่ จะทำหน้าที่ประมวลผลการทำงานของตัวรถร่วมกัน ทั้งระบบกระจายแรงบิดอิสระ (Torque Vectoring), ระบบเลี้ยว 4 ล้อ (Four-wheel Steering) และระบบกันสะเทือนแบบแอคทีฟ เพื่อให้ตัวรถเกาะถนนและเข้าโค้งได้อย่างคมกริบ

ระบบกันสะเทือนใช้เทคโนโลยีช่วงล่างแอคทีฟเจเนอเรชันที่ 3 (Ferrari’s 3rd Gen Active Suspension) ที่ต่อยอดมาจากซูเปอร์คาร์ตัวท็อปอย่าง F80 โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคุมแกนกระดก (Ball Screw) ควบคุมการยืด-ยุบตัวในแนวตั้งได้เร็วขึ้น 20% ทำให้ตัวรถไม่จำเป็นต้องติดตั้งเหล็กกันโคลง (Anti-roll bars) แบบกลไกดั้งเดิมอีกต่อไป

ทางด้านระบบห้ามล้อ ติดตั้งจานเบรกคาร์บอนเซรามิก (Carbon Ceramic) ด้านหน้าขนาด 390 มม. และด้านหลังขนาด 372 มม. ทำงานควบคู่กับระบบ Torque Shift Engagement ซึ่งซอฟต์แวร์จะสั่งการให้มอเตอร์ไฟฟ้าสร้างแรงหน่วงในลักษณะ Engine Brake เพื่อเลียนแบบพฤติกรรมของเครื่องยนต์สันดาปตอนถอนคันเร่งก่อนเข้าโค้ง เพิ่มความคุ้นชินให้แก่นักขับ โดยสามารถปรับระดับการดึงพลังงานกลับ (Regenerative Braking) ได้ 5 ระดับ ผ่านแป้น Paddle Shift

ปิดท้ายด้วยการติดตั้งล้ออัลลอยขนาดต่างไซส์หน้า-หลังที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ โดยล้อหน้ามีขนาด 23 นิ้ว และล้อหลังมีขนาด 24 นิ้ว รัดด้วยยางมาร์กิ้งเฉพาะตัว Michelin Pilot Sport 5 Energy Acoustic (รหัสฮอมอโลเกชัน K1) ที่มีโครงสร้างซับเสียงรบกวนจากพื้นถนนเพื่อความสุนทรีย์ในห้องโดยสาร

สเปกทางเทคนิคโดยสรุป (Technical Specifications Table)

ตารางเปรียบเทียบข้อมูลจำเพาะทางเทคนิคและสมรรถนะของ Ferrari Luce:

หัวข้อ / หัวข้อสเปก ข้อมูลจำเพาะ (Specifications)
ระบบขับเคลื่อน มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (Permanent Magnet Synchronous)
กำลังสูงสุด 1,050 แรงม้า (hp)
แรงบิดสูงสุด 990 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 / 0-200 กม./ชม. 2.5 วินาที / 6.8 วินาที
ความเร็วสูงสุด > 310 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ขนาดแบตเตอรี่ / สถาปัตยกรรม 122 kWh / 800V System
ระยะทางวิ่งสูงสุด (WLTP) มากกว่า 530 กิโลเมตร
กำลังไฟชาร์จ DC สูงสุด 350 kW (10-80% ในเวลา 20 นาที)
มิติตัวถัง (กว้าง x ยาว x สูง) 1,999 x 5,026 x 1,544 มม. (ฐานล้อ 2,961 มม.)
ขนาดล้อ หน้า / หลัง 23 นิ้ว / 24 นิ้ว

 

โหมดการขับขี่ผ่านระบบ e-Manettino

ผู้ขับขี่สามารถควบคุมบุคลิกของตัวรถผ่านสวิตช์ Manettino ดั้งเดิมที่พวงมาลัย ควบคู่ไปกับระบบ e-Manettino ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อจัดสรรการปลดปล่อยพลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งมีการจำกัดพละกำลังในแต่ละโหมดอย่างมีชั้นเชิง ดังนี้:

Advertisement Advertisement
  1. Range Mode (จำกัดกำลังที่ 430 แรงม้า): เน้นการขับขี่ระยะไกลที่ประหยัดพลังงานสูงสุด ระบบควบคุมแชสซีและเสียงจำลองจะถูกปรับให้เงียบและนุ่มนวลที่สุด
  2. Touring Mode (จำกัดกำลังที่ 617 แรงม้า): มอบการตอบสนองที่ไหลลื่น ทรงพลังแบบผู้ดี เหมาะสำหรับการเดินทางไกลสไตล์ Grand Tourer
  3. Performance Mode (ปลดปล่อยกำลัง 986 แรงม้า): ปลุกพละกำลังเกือบทั้งหมดของมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมระบบเสียงแมคคานิกคำรามขั้นสูงสุดเพื่อการขับขี่แบบสปอร์ตเต็มพิกัด

ข้อสังเกตเชิงเทคนิค: สำหรับพละกำลังสูงสุดระดับ 1,050 แรงม้า จะถูกสงวนไว้ให้ใช้งานผ่านโหมด Launch Control เท่านั้น ซึ่งการเปิดใช้งานจะมีความพิเศษตรงที่ผู้ขับต้องดึงกลไกคันโยก (Pull Handle) ดีไซน์พิเศษที่ติดตั้งอยู่บนแผงคอนโซลเหนือศีรษะ (Overhead Console) ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากคันเร่งของเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์

งานดีไซน์ภายนอกและภายใน: นิยามความมินิมอลโดย Sir Jony Ive

งานออกแบบภายใต้แนวคิด “Absolute Clarity” หรือความชัดเจนอันสมบูรณ์แบบ สะท้อนผ่านเส้นสายภายนอกที่ราบเรียบ ลื่นไหล และไร้รอยต่อ ตัวถังทำหน้าที่เสมือนเปลือกอลูมิเนียมที่โอบอุ้มห้องโดยสารกระจก (Glasshouse) ขนาดใหญ่ลากยาวจากหน้าจรดท้าย

บานประตูคู่หลังได้รับการออกแบบให้เป็นแบบเปิดสวนทางกัน (Rear-hinged / Suicide Doors) เพื่อให้การเข้า-ออกห้องโดยสารตอนหลังเป็นไปได้อย่างสง่างาม ชุดไฟหน้า LED ทรงเรียวบางถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนใต้สะพานลมด้านหน้า (Floating Front Bridge) ขณะที่ไฟท้ายยังคงเอกลักษณ์ทรงกลมคู่ชวนให้นึกถึงซูเปอร์คาร์ระดับตำนานอย่าง 360 Modena และ 458 Italia ส่วนใบปัดน้ำฝนถูกจัดวางในแนวตั้งขนานไปกับเสา A-pillar ทั้งสองฝั่ง เพื่อลดแรงต้านอากาศและสร้างทัศนวิสัยที่สะอาดตา

ภายในห้องโดยสารรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 5 ที่นั่งจริง ด้วยพื้นห้องโดยสารแบบเรียบสนิท (Flat Floor) เนื่องจากไม่มีอุโมงค์เพลากลาง ยกระดับความหรูหราด้วยวัสดุระดับพรีเมียม อาทิ อลูมิเนียมชุบอนอไดซ์, กระจกนิรภัย Corning Gorilla Glass, หนังแท้เกรดคัดพิเศษ และ Alcantara โดยลดการพึ่งพาหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ที่ดูเกะกะสายตา

รายละเอียดดีไซน์ภายในที่น่าสนใจ

  • หน้าจอมาตรวัด OLED ขนาด 12.5 นิ้ว: ออกแบบกราฟิกจำลองหน้าปัดอนาล็อกทรงกลม 3 วง เพื่อคงกลิ่นอายคลาสสิก
  • หน้าจอกลางขนาด 10 นิ้ว: ติดตั้งบนกลไกลูกหัก (Ball-and-socket mechanism) สามารถบิดปรับมุมมองหันไปทางผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารได้อย่างอิสระ
  • พวงมาลัยทรง 3 ก้านย้อนยุค: การกลับมาของปุ่มกดและสวิตช์ควบคุมแบบ Physical (ปุ่มกดจริง) ทั้งหมด หลังจากพวงมาลัยระบบสัมผัส Haptic ในรุ่นก่อนหน้าได้รับกระแสวิจารณ์ด้านความยากในการใช้งานขณะขับขี่
  • ช่องเสียบกุญแจแบบแก้ว (Glass Key): กุญแจรถติดตั้งหน้าจอเทคโนโลยี E Ink ด้านใน เมื่อเสียบลงบนคอนโซลกลาง ระบบจะเรืองแสงสีเหลือง (Giallo Luce) ลากผ่านไปยังปุ่มเลือกตำแหน่งเกียร์ที่เป็นกระจกใส
  • ระบบเครื่องเสียงและพื้นที่เก็บสัมภาระ: ลำโพงระดับไฮเอนด์ 21 จุดรอบทิศทาง กำลังขับ 3,000 วัตต์ พร้อมเนื้อที่เก็บสัมภาระท้ายรถจุใจถึง 597 ลิตร ซึ่งเบาะหลังสามารถพับราบเพื่อเพิ่มพื้นที่ได้ ทำให้ Luce เป็นรถ Ferrari ที่มีความอเนกประสงค์สูงสุดเท่าที่เคยสร้างมา

ราคาและการส่งมอบในตลาดโลก

Ferrari Luce เปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นในตลาดยุโรปที่ 550,000 ยูโร (หรือราว 475,000 ปอนด์ในอังกฤษ) ซึ่งหากแปลงเป็นสกุลเงินไทยแบบยังไม่รวมอัตราภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต จะอยู่ที่ประมาณ 20 – 21 ล้านบาท ส่งผลให้มันกลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Production Car ที่มีราคาสูงที่สุดในโลก ทุบสถิติเดิมของ Rolls-Royce Spectre ลงได้สำเร็จ

ปัจจุบัน Ferrari ได้เปิดรับจองจากกลุ่มลูกค้าเอ็กซ์คลูซีฟทั่วโลกแล้ว โดยมีกำหนดการเริ่มส่งมอบรถล็อตแรกให้แก่ลูกค้าในภูมิภาคยุโรปในช่วงปลายปี 2026 ขณะที่ตลาดอเมริกาเหนือ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และตลาดอื่นๆ จะเริ่มทยอยส่งมอบในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2027 เป็นต้นไป

มีเหน็บจีนด้วย

สั่นสะเทือนวงการ: เผยโฉม Ferrari Luce รถไฟฟ้าล้วนที่สร้างเสียงวิจารณ์อย่างจงใจ แต่ทำเอาอดีตบิ๊กบอสไม่ขำด้วย

การเปิดตัวรถยนต์บางรุ่นอาจกลายเป็นประเด็นร้อนโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่สำหรับ Ferrari Luce นั้น ความทะลุกลางปล้องนี้คือความตั้งใจล้วน ๆ ทว่าชายผู้กุมบังเหียน Ferrari มานานกว่าสองทศวรรษกลับไม่รู้สึกตลกด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ Jony Ive อดีตดีไซเนอร์คู่บุญของ iPhone ได้เคยเตือนพวกเราไว้แล้วว่า Ferrari Luce ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% รุ่นนี้จะสร้างความแตกแยกทางความคิดอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็คงคาดไม่ถึงว่าตลาดจะกระหน่ำวิจารณ์ดีไซน์ภายนอกของมันอย่างรุนแรงขนาดนี้

เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ บรรดานักวิจารณ์ต่างพากันชื่นชมห้องโดยสารของ Luce ที่กล้าสลัดพฤติกรรมการพึ่งพาหน้าจอสัมผัส (ซึ่งพบได้ใน Ferrari รุ่นอื่น ๆ) แล้วหันกลับมาใช้ปุ่มกด สวิตช์ และตัวสลับแบบกลไก (Physical controls) ทว่าในขณะที่ LoveFrom บริษัทดีไซน์ของ Jony Ive ทำผลงานภายในห้องโดยสารได้อย่างไร้ที่ติ พวกเขากลับทำพังในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอก

“ทำลายตำนาน” เสียงสะท้อนอันเจ็บปวดจากอดีตประธานใหญ่
แม้กระทั่ง Luca di Montezemolo อดีตบิ๊กบอสของ Ferrari ผู้ดำรงตำแหน่งประธานและซีอีโอตั้งแต่ปี 1991 ถึง 2014 ยังรับไม่ได้ โดยหลังจากที่ Ferrari เปิดผ้าคลุม Luce ได้ไม่นาน di Montezemolo ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิตาลี Askanews แบบตรงไปตรงมา โดยเขามองว่านี่คือ Ferrari รุ่นแรกที่หายากมาก ขนาดที่แม้แต่พี่จีนก็คงไม่คิดจะก๊อปปี้

“ถ้าให้ผมพูดสิ่งที่คิดจริง ๆ ผมคงกำลังทำร้าย Ferrari” เขากล่าว “เรากำลังเสี่ยงที่จะทำลายตำนานลง และผมเสียใจกับเรื่องนี้มาก ผมหวังว่าอย่างน้อยพวกเขาจะเอาตราม้าลำพองออกจากรถคันนั้น และนี่คือรถที่มั่นใจได้เลยว่า อย่างน้อยพวกจีนก็คงไม่ก๊อปปี้ไปจากเราแน่ ๆ”

คำกล่าวประโยคหลังสุดนั้น คาดว่าเป็นการจิกกัด Xiaomi ทางอ้อมอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ค่ายเทคโนโลยีจีนรายนี้ได้เปิดตัว SUV รุ่น YU7 ไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีดีไซน์คล้ายคลึงกับ Ferrari Purosangue อย่างน่าสงสัย

หุ้นดิ่งฮวบ และเสียงตอบรับจากรัฐบาล

ไม่ใช่แค่ di Montezemolo เท่านั้นที่ช็อกกับ Luce รุ่นใหม่นี้ แม้กระทั่ง Matteo Salvini รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของอิตาลี ก็ได้ออกมาแสดงความรู้สึกผ่านแพลตฟอร์ม X เช่นกัน

“มันไม่มีความเป็น (Ferrari) เลยแม้แต่น้อย” เขาเขียน “นี่เหรอที่เรียกว่า ‘นวัตกรรม’? อยากรู้จริง ๆ ว่าถ้า Enzo Ferrari ยังอยู่จะพูดว่าอย่างไร”

หลังจาก Ferrari เปิดตัว Luce ได้ไม่นาน มูลค่าหุ้นของแบรนด์ก็ร่วงลงทันที 8.4% ในอิตาลี และ 5.1% ในสหรัฐอเมริกา แม้ว่า Ferrari จะแสดงความทะเยอทะยานอย่างชัดเจนว่า Luce ถูกสร้างมาเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าหนักเจเนอเรชันใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายแล้ว รถคันนี้จะสามารถมัดใจพวกเขาได้จริงหรือไม่… ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามชิ้นโต

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้