รีวิว MG URBAN จากการใช้งานจริง แบต 53.9 kWh แต่ไปได้จริง 383 กม. และระบบจอดอัตโนมัติ…เกือบแล้วไหม


รีวิว MG URBAN จากการใช้งานจริง แบต 53.9 kWh แต่ไปได้จริง 383 กม. และระบบจอดอัตโนมัติ…เกือบแล้วไหม
สิ่งที่ผมสงสัยตั้งแต่ MG URBAN เปิดตัว คือรถใช้แบตเตอรี่เพียง 53.9 kWh แต่ทำไมตัวเลขระยะทางดูดีเกินหน้า ORA 5 EV ที่ใช้แบต 58.3 kWh ตอนแรกก็คิดว่า หรือ MG มันของจริงหรือ ?
ดังนั้นรอบนี้ต้องลองเองครับ ไม่ใช่ขับเส้นทางสวย ๆ แบบทางเรียบ แอร์เบา คันเร่งนิ่ม แล้วทำตัวเลขไปอวดกัน แต่เอาไปใช้จริงแบบคนทั่วไป ทั้งในเมือง นอกเมือง ทางด่วน ถนนหลวง แถวลำลูกกา-ธัญบุรี ยาวไปอยุธยา มีถนนขรุขระ มีหลุม มีทางลุยเบา ๆ บางช่วงจนรู้สึกว่า “นี่กูรีวิวรถ EV หรือกำลังพารถไปฝึกหลักสูตรแรลลี่”
ผลที่ได้คือ MG URBAN วิ่งได้ประมาณ 383 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ถือว่าไม่ธรรมดาเลยนะ เพราะไม่ได้ขับช้า ไม่ได้ปิดแอร์ ไม่ได้ค่อย ๆ แตะคันเร่งเหมือนกลัวไฟฟ้าหก และไม่ได้ขับตามหลังรถสิบล้อเพื่ออาศัยลม การใช้งานจริงหลายสภาพแบบนี้ ถ้าวิ่งได้ระดับนี้ ถือว่าทำได้ดีมากสำหรับแบตเตอรี่ขนาด 53.9 kWh
ส่วนการชาร์จ DC จาก 7-80% ใช้เวลาประมาณ 25 นาที ช่วงแรกกำลังชาร์จขึ้นไปแถว 81-83 kW จากตัวเลขเคลมสูงสุด 88 kW ถือว่าใกล้เคียงและทำได้ดีมาก ก่อนจะเริ่มลดลงมาเหลือประมาณ 68 kW เมื่อแบตเข้าใกล้ 70% พูดตรง ๆ เรื่องประสิทธิภาพแบตเตอรี่กับการชาร์จ MG URBAN ทำได้เกินคาดครับ แบตไม่ใหญ่มาก แต่เหมือนคนตัวเล็กที่กินข้าวน้อย วิ่งไกล และยังมีแรงกลับบ้าน
——————————————–
ระบบจอดอัตโนมัติ มันจอดได้…แต่เกือบไหมหละ
MG Thailand ดูภูมิใจกับระบบจอดอัตโนมัติของ URBAN มาก ส่วนผมเป็นประเภทที่เห็นรถหมุนพวงมาลัยเองแล้วรู้สึกว่า “เออ เท่ดี…แต่ขอเตรียมเท้าไว้บนเบรกก่อนนะ” จะให้ลองจอดช่องธรรมดาก็คงไม่สนุก เลยพาไปลองช่องจอดรถ 10 ล้อที่กรมขนส่ง มีช่องให้เลือกเป็นสิบ ๆ ช่อง ใหญ่ขนาดที่รถเก๋งจอดได้ 2 คันสบายๆ
ผลคือรถจอดได้ครับ ระบบทำงานตามปกติ พวงมาลัยหมุนเอง ดูไฮเทคดี แต่แนวจอดยังไม่ตรงเป๊ะ ผมมองช่องจอด แล้วมองรถ แล้วคิดในใจว่า “ช่องใหญ่ขนาดนี้ ยังเบี้ยวได้อีกเหรอวะ” เหมือนสอบข้อเขียน 100 คะแนน แล้วได้ 97 เพราะลืมกาอีก 3 ข้อ
จากนั้นไปลองอีกครั้งที่วัดแถวอยุธยา รอบนี้เลือกพื้นที่โล่ง ไม่มีรถ ไม่มีคน ไม่มีใครมาขัดจังหวะชีวิต กำลังจะให้รถถอยเข้าช่องอยู่ดี ๆ มี Toyota Commuter ขับมาจี้ด้านหน้าพอดี รถเขาสูง กระจกดำ มองเห็นเราชัดแจ๋ว ส่วนเรารถเทสก็ไม่ติดฟิล์มอีก
ผมก็บ่นในใจว่า “จะมากดดันอะไร คนกำลังเทสรถอยู่!” พอรถเริ่มถอย ด้านหลังมีเสาไฟอยู่ท้ายช่อง ตอนแรกก็คิดว่า URBAN น่าจะฉลาดพอ รถถอย… ใกล้ขึ้น… ใกล้อีก… ผมเริ่มขมวดคิ้ว “เอ้า เบรกสิ” รถยังถอย “เอ้า…เบรกสิวะ” ใกล้อีกนิดเดียว สุดท้ายผมเหยียบเบรกเองก่อน เหลือระยะจากเสาไฟประมาณ 20 ซม. อาจเป็นไปได้ว่าระบบกำลังจะเบรกอยู่แล้วก็ได้ แต่ผมไม่ขอรอพิสูจน์ครับ เพราะถ้าชนขึ้นมา คนที่ต้องโทรหา MG Thailand ไม่ใช่ระบบจอดอัตโนมัติ มันคือผม
หลังจากนั้นพี่รถตู้เดินลงมาถามด้วยความตื่นเต้น “โอ้โห พวงมาลัยมันหมุนเองเหรอน้อง?” ผมก็ตอบไปอย่างภาคภูมิใจ “ใช่ครับ ระบบจอดอัตโนมัติรุ่นใหม่ของ MG” พี่เขาพูดว่า “สุดยอดเลย ไฮเทคชิบ…” ส่วนในใจผมตอบกลับไปว่า “เกือบไม่เท่แล้วพี่…อีก 20 เซนติเมตรผมคงได้เปิดตัวเสาไฟฟ้ารุ่นใหม่แทนรถ”
สรุป ระบบจอดอัตโนมัติของ URBAN ใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับผมยังเป็นฟังก์ชันที่ไม่จำเป็น ถอยเองสบายใจกว่า และถ้าจะใช้จริง ควรใช้ในพื้นที่โล่ง ไม่มีรถสองข้าง ไม่มีเสา ไม่มีมุมอับ และคนขับต้องพร้อมเหยียบเบรกตลอดเวลา เพราะสุดท้ายมันคือ “ระบบช่วยจอด” ไม่ใช่ “ระบบรับผิดชอบค่าซ่อมแทนเรา” MG มีให้จอดผ่านโทรศัพท์ด้วยนะ แต่เราขออยู่กับเบรกก่อนละกัน

ดีไซน์ภายนอก หน้าง่วงนิด ๆ แต่ก็หล่อแบบคนไม่อยากคุย
หน้าตาของ MG URBAN ให้ฟีลรถไฟฟ้ายุคใหม่ คือดูนิ่ง ๆ ดูสงบ ๆ ดูเหมือนนอนน้อยมาสามวัน แต่ยังดูทันสมัยอยู่ มันมีบุคลิกแบบรถที่เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ผมยังงงคือไฟท้ายทรงลูกศร มันเหมือนมีลูกศรพุ่งไปด้านข้างตลอดเวลา จนอดสงสัยไม่ได้ว่าออกแบบมาเพื่อบอกอะไร “ไปทางนี้ครับ” “แซงเลยครับ” ส่วนตัวคิดว่าถ้าเอาแนวไฟท้ายของ MG4 EV มาปรับใช้ อาจดูลงตัวกว่า เพราะ MG4 มีไฟท้ายที่ดูสปอร์ตและดูเป็นรถยุโรปมากกว่า
ตัวรถไม่ได้เตี้ยมาก ไม่ได้สูงมาก เป็นทรงกลาง ๆ แบบแฮทช์แบ็กยกสูงนิดหนึ่ง ใช้งานง่าย ขึ้นลงสะดวก
——————————————–
ใช้งานจริงสะดวกกว่าที่คิด รถไม่เล็ก แต่ช่องเก็บของเหมือนเตรียมย้ายบ้าน
ประตูเปิด-ปิดเบา ใช้งานง่าย ไม่ต้องออกแรงเหมือนกำลังเปิดประตูตู้เซฟ ประตูท้ายไฟฟ้าสั่งเปิด-ปิดผ่านรีโมตได้ และเปิดกว้างพอสมควร พื้นที่เก็บของก็ให้มาเยอะ มีทั้งท้ายรถและช่องเก็บของด้านหน้า เรียกว่าถ้าใครชอบซื้อของตอนลดราคา URBAN น่าจะตอบโจทย์มาก เพราะใส่ของได้จนรู้สึกว่า “เดี๋ยวนะ นี่รถไฟฟ้าหรือคลังสินค้าเคลื่อนที่”
มือจับประตูเป็นแบบธรรมดา ไม่เล่นลูกเล่นซ่อนมือจับหรือเด้งออกมาให้ตกใจ ข้อดีคือใช้งานง่าย ดูทน และไม่ต้องกังวลว่าอีกหลายปีระบบจะงอแงแล้วต้องมายืนเปิดประตูด้วยสีหน้าเหมือนคนโดนรถเมิน
แอบเสียดายที่ไม่มี Active Walkaway แบบเดินห่างแล้วล็อกรถเอง หรือเดินเข้าใกล้แล้วปลดล็อกอัตโนมัติ ฟังก์ชันนี้ในชีวิตจริงมีประโยชน์มาก เพราะคนเรามักจำวันที่ล็อกรถไม่ได้ตอนเดินไปถึงร้านกาแฟแล้ว แต่ก็มีแอปมือถือให้สั่งงานอยู่แล้ว ซึ่งบางคนอาจคิดว่าถือรีโมตง่ายกว่า และก็จริง…เพราะรีโมตไม่ต้องอัปเดตซอฟต์แวร์
——————————————–
ภายในคล้าย MG4 แต่ใช้งานง่ายกว่า
ตอนแรกเห็นภายในก็ให้ความรู้สึกคล้าย MG4 EV อยู่พอสมควร แต่พอลองใช้งานจริง ระบบหน้าจอ เมนู และการเชื่อมต่อต่าง ๆ ใช้งานง่ายกว่าเดิมเยอะ รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย เชื่อมต่อเร็ว สลับโทรศัพท์ไม่งอแง หน้าจอกลางตอบสนองดี ลื่น และดูทันสมัยขึ้นชัดเจน
เรื่องเครื่องเสียง ฟังแล้วดีกว่า MG4 นิดหนึ่ง แต่ไม่ได้ถึงขั้นเปิดเพลงแล้วขนลุก หรือรู้สึกว่า Adele มาร้องอยู่เบาะหลัง เสียงโดยรวมเรียบๆ เบสกลม ฟังง่าย เหมาะกับคนที่ไม่ได้ซีเรียสเรื่องเวทีเสียงมาก
ส่วนเสียง “สวัสดี MG” บางจังหวะก็ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังคุยกับ AI ที่เพิ่งตื่นจากการจำศีล ไม่รู้คนอื่นเป็นไหม แต่ผมมีบางจังหวะที่หันไปมองรอบรถว่า “เมื่อกี้ใครพูดกับกู”
——————————————–
เบาะแข็งนิดหนึ่ง แต่ช่วงล่างดีเกินราคา
เบาะนั่งให้ความรู้สึกแข็งกว่าที่คาด สำหรับคนที่ชอบเบาะนุ่ม ๆ อาจมีอาการเมื่อยหลังเล็กน้อยในการเดินทางไกล แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสรีระของแต่ละคนครับ บางคนอาจนั่งแล้วชอบ บางคนอาจนั่งแล้วคิดถึงโซฟาที่บ้าน เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า มีระบบระบายอากาศ มีที่พักแขน ใช้งานได้สบาย
พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง แต่เป็นแบบแมนนวลทั้งหมด ทั้งขึ้น-ลง และเข้า-ออก ไม่มีปรับไฟฟ้า และไม่มีโหมดปรับน้ำหนักพวงมาลัย เบา-กลาง-หนัก ส่วนตัวรู้สึกว่าพวงมาลัยยังมีน้ำหนักอยู่พอสมควร ต้องลองถามคุณผู้หญิงอีกทีว่าเวลาวนหาที่จอดในห้างจะรู้สึกอย่างไร
แต่สิ่งที่ต้องชมจริงจังคือช่วงล่าง รถนิ่งมาก ความเร็วประมาณ 110-120 กม./ชม. เสียงลมหน้า-หลังเก็บได้ดี ไม่ได้ดังจนต้องเพิ่มเสียงเพลงกลบ เข้าโค้งนิ่ง ไม่ส่าย ไม่เด้ง ไม่โยน สำหรับรถราคาแถว 7 แสนบาท ช่วงล่างระดับนี้ถือว่าคุ้มมาก ยกนิ้วให้สองนิ้วไปเลย
ส่วนความเร็วสูงสุดที่ลองได้ประมาณ 164 กม./ชม. ลองแป๊บเดียวพอครับ เพราะไม่อยากให้รีวิวนี้จบด้วยประโยคว่า “และหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ขอพูดคุยด้วย”
——————————————–
ระบบขับขี่ ปกติก็แรงแล้ว สปอร์ตคือเตรียมเกร็งหลัง
MG URBAN มีโหมดขับขี่ให้เลือกหลายระดับ โหมดปกติก็แรงเพียงพอสำหรับใช้งานแล้ว ขับในเมือง แซงรถ ออกตัวจากไฟแดง ไม่มีอาการอืดให้หงุดหงิด แต่ถ้าวันไหนรีบกลับบ้าน หรือเจอคนทักว่า “ทำไมรถไฟฟ้าช้า” ก็เปิด Sport Mode ได้เลย แรงขึ้นทันที แต่เตรียมปวดเอวไว้ด้วย เพราะรถตอบสนองไวแบบที่คนขับอาจยิ้ม แต่คนนั่งข้าง ๆ อาจเริ่มถามว่า “รีบไปไหน”
ระบบ Regenerative Braking มีให้เลือกต่ำ กลาง สูง และแบบอัตโนมัติ ถือว่าใช้งานง่าย ไม่ต้องเข้าเมนูทุกครั้งจนรู้สึกเหมือนกำลังตั้งค่าคอมพิวเตอร์ก่อนขับรถ
——————————————–
ระบบช่วยขับขี่ ทางด่วนดีมาก แต่เจอสิบล้อธัญบุรีแล้วผมขอขับเอง
ระบบช่วยขับขี่ของ URBAN ทำงานฉลาดและสนุกดี โดยเฉพาะบนทางด่วนหรือทางหลวงที่รถไม่เยอะ ผมไปลองแถวธัญบุรี ซึ่งเป็นเส้นทางที่รถสิบล้อ รถพ่วง รถ 18 ล้อ วิ่งกันเหมือนเป็นเจ้าของถนน และหลายคันก็มีวิถีชีวิตแบบ “เส้นแบ่งเลนมีไว้ดูเล่น” พอระบบเจอรถกินเลน มันชะลอเบรกค่อนข้างแรง ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะรถพยายามรักษาระยะความปลอดภัย แต่ในสภาพถนนที่รถบรรทุกเยอะ ๆ ผมเลือกปิดระบบแล้วขับเองดีกว่า เพราะไม่อยากให้รถกับสิบล้อตกลงกันเองว่าใครควรไปก่อน
ระบบสามารถปล่อยมือจากพวงมาลัยได้ประมาณ 15 วินาที และช่วยเลี้ยวตามเลนได้ด้วย ถือว่าทำได้ดีสำหรับใช้บนทางด่วน ทางหลวง หรือเส้นทางที่รถไม่เยอะ แต่ยังไงก็ต้องจับพวงมาลัยไว้ และพร้อมควบคุมรถตลอดเวลา เพราะระบบช่วยขับขี่ไม่ใช่ระบบ “งีบหลับระหว่างกลับบ้าน”
——————————————–
สรุป MG URBAN หลังขับจริง
MG URBAN เป็นรถไฟฟ้าที่ทำให้ผมเซอร์ไพรส์เรื่องประสิทธิภาพแบตเตอรี่พอสมควร แบต 53.9 kWh แต่ขับจริงได้ประมาณ 383 กม. ในสภาพใช้งานหลากหลาย ถือว่าไม่ธรรมดา แม้จะเคลมว่า 530 กม./ชาร์จ อันนั้นก็เกินเบอร์ไป
การชาร์จก็ทำได้ดี ช่วงต้นขึ้นไปถึงระดับ 80 กว่า kW และชาร์จจาก 7-80% ได้ในราว 25 นาที
ช่วงล่างดี รถนิ่ง เก็บเสียงลมใช้ได้ ออปชันใช้งานจริงค่อนข้างครบ ระบบหน้าจอและการเชื่อมต่อมือถือทำได้ดีขึ้นมาก
ส่วนระบบจอดอัตโนมัติและระบบช่วยขับขี่ มีไว้ใช้ได้ครับ แต่ต้องใช้ด้วยสติ อย่าคิดว่ารถจะฉลาดกว่าคนขับทุกสถานการณ์ เพราะบางทีพวงมาลัยอาจหมุนเองได้จริง
แต่ถ้าไม่เบรกเอง…ก็จะมีเรื่องเล่าเพิ่มเติมไงครับ
ขอบคุณที่ติดตาม สถานีต่อไป จะไปยืม DEEPAL S07 รถเก่าแล้ว แต่มันก็เอามาเล่าให้ จะกลับต่างจังหวัด 5-6 วัน ยาวๆพักผ่อน



