Airbag ถุงลมนิรภัย ปกป้อง หรือ ทำร้าย ?

0

ก่อนที่จะเข้าเรื่องเรามาทำความรู้จักกับ ถุงลมนิรภัย หรือ แอร์แบ็ก (AIR BAG) กันสักหน่อย เพราะในปัจจุบันการใช้รถยนต์มีมากขึ้น ผู้คนต้องการรถยนต์ และ ที่ขาดไม่ได้คือระบบความปลอดภัยทั้งโครงสร้างภายนอก และ ความปลอดภัยภายในห้องโดยสารที่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยชีวิตคือ ถุงลมนิรภัย

Airbag ถุงลมนิรภัย คืออะไร

สำหรับ แอร์แบ็ก (ถุงลมนิรภัย) เป็นอุปกรณ์เสริมที่จำเป็นและสำคัญสำหรับรถยนต์ ถุงลมนิรภัยมีการออกแบบมาเพื่อเวลาที่รถเกิดอุบัติเหตุ ถุงลมจะช่วยลดแรงกระแทก บริเวณหน้าอกและศีรษะไม่ให้รุนแรงถึงแก่ชีวิต จุดที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยในรถยนต์ จะสังเกตเห็นตัวอักษรภาษาอังกฤษติดเอาไว้คือ SRS

ตำแหน่งของถุงลมนิรภัย

ตำแหน่งถุงลมนิรภัยในรถรุ่นเก่าจะเริ่มที่ 1 ตำแหน่ง และพัฒนาขึ้นเป็น 2 ตำแหน่ง และในรถยนต์ราคาแพงหน่อยจะมีถุงลมนิรภัย 4 – 6 ตำแหน่ง บางรุ่นมีมากถึง 8 ตำแหน่งเลยทีเดียว

  • ถุงลมด้านหน้า (Front Airbag) จะติดตั้งอยู่บนโครงด้านหน้าขวาและซ้าย ซึ่งปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะติดตั้งไว้อยู่แล้ว มีไว้เพื่อช่วยป้องกันคนขับรถ และคนที่นั่งข้างคนขับ เมื่อเกิดการชนจากด้านหน้า ถุงลมจะพองตัว เข็มขัดนิรภัยจะดึงร่างกายส่วนล่างและส่วนบน ถุงลมจะช่วยรองรับหน้าอกและศีรษะ ไม่ให้กระทบกระเทือนมากเกินไป
  • ถุงลมด้านข้าง (Side Airbag) อาจจะติดตั้งอยู่ที่แผงประตูหรือที่ตัวเบาะนั่ง ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต ตัวเซ็นเซอร์จะมีลักษณะเหมือนกับถุงลมด้านหน้าค่ะ ปัจจุบันถุงลมด้านข้างก็มีความสำคัญ นิยมติดตั้งเอาไว้เพื่อป้องกันการกระแทกตรงส่วนครึ่งกลาง และ ด้านล่างของร่างกาย
  • ม่านถุงลม (Curtain Airbag) ช่วยป้องกันไม่ให้หน้าและศีรษะไปกระแทกกับแรงปะทะ หากเกิดการชนจากด้านข้างในระดับปานกลางถึงรุนแรง ถุงลมแบบม่านจะพองตัวออกมา พร้อมการดึงกลับของเข็มขัดนิรภัย รถที่ติดตั้งม่านถุงลมมักจะเป็นรถที่มีราคาแพง
  • ถุงลมป้องกันเข่าและขา (Knee Airbag) จะซ่อนอยู่ใต้คอนโซลด้านผู้ขับขี่บริเวณหัวเข่า ช่วยป้องกันขา และหัวเข่า ไม่ให้ไปชนเข้ากับคอนโซล ด้านล่างใต้พวงมาลัย รวมทั้งสะโพก และเข่า
  • ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbag)จะช่วยผ่อนแรงบริเวณเท้าที่จะไปกระแทกกับพื้น และผนังกั้นระหว่างห้องโดยสารและห้องเครื่องให้เบาลง โดยใช้เซ็นเซอร์เดียวกับถุงลมนิรภัยด้านหน้า แต่ถุงลมชนิดนี้ยังไม่ค่อยนิยมใช้กันเท่าไหร่ค่ะ

การทำงานของถุงลมนิรภัย

ถุงลมนิรภัยทำมาจากถุงไนลอนหรือโพลีเอไมด์ที่บรรจุแก๊สไนโตรเจนไว้ภายใน โดยทั่วไปจะบรรจุแก๊สได้ประมาณ 60-70 ลิตร จะพองตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดการกระแทก หลายคนคงสงสัยว่าแก๊สไนโตรเจนขนาดนั้นจะเก็บไว้ที่ไหน เพราะขนาดถุงลมเล็ก แต่ความจริงคือ แก๊สที่ว่าไม่ได้ถูกเก็บไว้ในรูปแบบแก๊ส แต่เก็บไว้ในรูปแบบของแข็งชื่อโซเดียมเอไซด์ (sodium azide, NaN3) บรรจุไว้ในส่วน inflator จะเกิดปฏิกิริยาสลายตัวกลายเป็นโลหะโซเดียมและแก๊สไนโตรเจนเมื่อได้รับความร้อนจากตัวตรวจจับการชน (crash sensor) ตามภาพ

การทำงานจะประกอบด้วยเข็มจุดระเบิด และ ลูกบอลเหล็กที่อยู่ในกระบอก ปกติล้อพระจันทร์ครึ่งเสี่ยวจะดันเข็มที่จุดระเบิดไว้ แต่ถ้ารถชนอย่างรุนแรง ลูกบอลจะมีแรงความเฉื่อยมากเคลื่อนไปข้างหน้าจนดันแขนให้เปิดออก ทำให้ล้อพระจันทร์ครึ่งเสี่ยวเปิดออก สปิงที่อยู่ในเข็มจุดระเบิดจะดีดให้เข็มไปกดปุ่มระเบิดอย่างรวดเร็ว ทำให้ัถุงลมทำงานอย่างรวดเร็ว แต่การทำงานของระบบถุงลม (SRS) จะไม่ทำงานถ้าหากรถมีการเคลื่อนที่ต่ำ

ถุงลมนิรภัยดีจริง หรือ เป็นภัยร้าย

อาจจะทำให้หลายคนวิตกกังวลกับระบบถุงลมนิรภัยไม่น้อยเมื่อข่าวของบริษัทชั้นนำด้วยถุงลมนิรภัย TAKATA เอเจนซีส์ – ทากาตะ คอร์ป ผู้ผลิตถุงลมนิรภัยสัญชาติญี่ปุ่นซึ่งถูกปรับเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากปัญหาถุงลมนิรภัยระเบิด เตรียมยื่นขอศาลพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลาย (bankruptcy)

ความบกพร่องของถุงลมนิรภัยทากาตะส่งผลให้ผู้ขับขี่รถยนต์เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตอย่างน้อย 16 รายทั่วโลก และทำให้ค่ายรถกว่า 10 แห่งต้องประกาศเรียกคืนถุงลมเกือบ 100 ล้านชิ้น ซึ่งปัญหาที่ว่านี้เกิดจากสารเคมีขับเคลื่อนแอมโมเนียมไนเตรตซึ่งทำให้ถุงลมนิรภัยกางออกอย่างรุนแรงเกินไป ส่งผลกระบอกสูบโลหะแตก และพ่นเศษโลหะมีคมปลิวกระจายออกมาใส่ร่างผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

บางคนบอกว่าถ้ามีแล้วอันตรายอย่างมีดีกว่า แต่ในความเป็นจริงถุงลมนิรภัยคือความปลอดภัยที่ต้องมี เพราะสามารถช่วยชีวิตคนได้ และค่ายรถยนต์หลายค่ายต่างทุมเงินลงทุนเพื่อพัฒนาระบบความปลอดภัยนี้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ในกรณีของทากาตะ เป็นความผิดพลาดร้ายแรงในทางเทคนิค ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่ปลอดภัยเมื่อถุงลมพองตัวจนต้องล่มละลาย

ปัจจุจัยที่ทำให้ถุงลมนิรภัยไม่ทำงาน

ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ภัยถึงตายได้

เหตุผมมันง่ายๆคือ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตเพราะเมื่อเกิดการชนอย่างแรง แรงปะทะที่เกิดจากการชน จะส่งผลให้ท่านลอยไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทางและถุงลมเอง ก็พองตัวอย่างรวดเร็วในเสี่ยววินาที ทำให้แรงถุงลม และ แรงกระแทกที่รุนแรงยิ่งทวีคุูณอย่างรวดเร็ว และเป็นเหตุให้บาดเจ็บมากขึ้น หรือถึงขั้นเสียชีวิต ถึงแม้ปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ๆจะมีระบบถ้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัยระบบจะตัดการทำงานของถุงลมนิรภัยทันที ยังไงก็ควรคาดเข็มขัดนิรภัยดีกว่า อุ่นใจกว่าเยอะ

รถยนต์ที่เก่า และมีไฟเตือนของระบบถุงลมนิรภัย

รถยนต์อายุมากๆ มักมีอะไรพัง หรือ เสื่อมเป็นธรรมดาเช่นเดียวกับระบบความปลอดภัยย่อมมีการเสียได้ หรือบางอย่างที่ผิดปกติเช่น ไฟเตือนระบบถุงลมนิรภัย แสดงว่าท่านควรจะนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คสภาพโดยด่วน นั่นหมายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่หลายคนคงคิดว่าไม่เป็นไร คงยังไม่พังมาก แต่ปลอดภัยจะไม่ดีกว่าหรอ

ความประมาทของผู้ขับขี่

ขับรถแรงเกินลิมิต คิดว่ารถยนต์มีถุงลมรอบคัน ยังไงก็ไม่ตาย การคิดแบบนี้คือการฆ่าตัวตายชัดๆ เพราะไม่มีถุงลมไหนในโลกที่สามาถรับแรงกระแทกมหาศาลเมื่อขับความเร็วสูง ยิ่งปะทะกับขนาดใหญ่แบบเต็มๆ บอกคำเดียวว่าไม่เหลือซาก เพราะฉะนั้นอย่าประมาท ขับขี่อย่างปลอดภัยดีกว่า

ถุงลมนิรภัยเป็นอีกระบบหนึ่งที่ช่วยคุณจากการเกิดอุบัติ จากแรงปะทะ แต่ทั้งหมดคือ คุณอย่าประมาทในการขับขี่เพราะทุกอย่างมันมีลิมิตของมัน 

ขอบคุณข้อมูล www.manager.co.th , www.directasia.co.th

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

5 × 4 =