ไตรมาสเดียว GM ขาดทุนกว่า 2.23 แสนล้านบาท หลังสหรัฐฯ ถอนแรงหนุน EV

ไตรมาส 4 ปี 2025 : GM ขาดทุนกว่า 2.23 แสนล้านบาท หลังสหรัฐฯ ถอนแรงหนุน EV
สัญญาณเตือนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอเมริกา เมื่อ EV ยังพึ่งนโยบายรัฐมากเกินไป
อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในสหรัฐอเมริกาเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลัง General Motors (GM) เปิดเผยงบการเงินไตรมาส 4 พร้อมบันทึก ค่าใช้จ่ายตัดจำหน่าย (Write-down) สูงถึง 7.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 223,011 ล้านบาท จากการชะลอตัวของตลาด EV ในอเมริกาเหนือ ตามรายงานของ CNBC
ในจำนวนนี้ กว่า 6 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 188,460 ล้านบาท เป็นผลกระทบโดยตรงจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่อ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นหนึ่งในความเสียหายด้านการเงินที่รุนแรงที่สุดของ GM ในรอบหลายปี และสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาด EV สหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจน
อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง?
GM ระบุในงบการเงินว่า จุดเปลี่ยนสำคัญมาจาก การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ ได้แก่
-
การยุติหรือจำกัด สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ซื้อ EV
-
การผ่อนคลาย มาตรฐานการควบคุมการปล่อยมลพิษของรถยนต์
ภายใต้นโยบายของรัฐบาล Donald Trump ส่งผลให้ ความต้องการรถ EV ในอเมริกาเหนือเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ปี 2025 อย่างรวดเร็วและเกินกว่าที่ผู้ผลิตคาดการณ์ไว้
GM ระบุว่า เมื่อแรงจูงใจจากรัฐหายไป ผู้บริโภคจำนวนมากชะลอการตัดสินใจซื้อ EV และหันกลับไปเลือกรถเครื่องยนต์สันดาปหรือไฮบริดแทน เนื่องจากราคาตั้งต้นของ EV ยังสูง และโครงสร้างต้นทุนยังไม่สามารถแข่งขันได้เต็มที่
GM ตัดสินใจ “ลดความเร็ว” ก่อนจะเสียหายหนักกว่าเดิม
เมื่อเห็นทิศทางตลาดเปลี่ยน GM จึงเลือกดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่
-
ลดกำลังการผลิตรถ EV ล่วงหน้า
Advertisement Advertisement -
ชะลอหรือยกเลิกโครงการ EV บางส่วน
-
เจรจายุติสัญญากับซัพพลายเออร์และผู้รับจ้างผลิต
ผลที่ตามมาคือ ต้นทุนจม (Sunk Cost) จำนวนมาก เช่น
-
ค่าชดเชยคู่ค้าทางธุรกิจ
-
ค่าปรับจากการยกเลิกสัญญาการจัดซื้อ
-
ค่าเสื่อมมูลค่าโรงงานและไลน์ผลิต EV
ต้นทุนเหล่านี้ถูกรวมและบันทึกเป็น ค่าใช้จ่ายตัดจำหน่ายกว่า 2.23 แสนล้านบาท ในงบไตรมาส 4
ไม่ใช่แค่ GM ที่ได้รับผลกระทบ
แรงสั่นสะเทือนจากนโยบายภาครัฐไม่ได้กระทบ GM เพียงรายเดียว
-
GM เริ่มปรับกลยุทธ์ EV ตั้งแต่ช่วงปลายปี ก่อนมีการประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการ
-
Ford ตัดสินใจชะลอและลดบทบาทโครงการ EV บางส่วน โดยเฉพาะ F-150 Lightning หลังพบว่าดีมานด์ไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตจริง
สถานการณ์นี้ตอกย้ำว่า ตลาด EV ในสหรัฐฯ ยังผูกติดกับนโยบายรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่างจากบางประเทศที่ EV เริ่มแข่งขันได้ด้วยต้นทุนและกลไกตลาด
แล้ว EV ยังสำคัญอยู่หรือไม่?
แม้ข่าวนี้จะดูเป็นข่าวร้าย แต่ในเชิงโครงสร้าง EV ยังมีบทบาทสำคัญในระยะยาว
เหตุผลหลักที่ EV ยังจำเป็น
-
ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่อกิโลเมตรต่ำกว่ารถน้ำมัน
-
ค่าบำรุงรักษาน้อยกว่า เนื่องจากโครงสร้างรถเรียบง่าย
-
ลดมลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ
ยานยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลัก ซึ่งเชื่อมโยงกับ
-
ภาวะโลกร้อน
-
ภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุรุนแรง
-
ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ตกกับเกษตรกร เจ้าของบ้าน และภาครัฐ
EV จึงยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดผลกระทบเหล่านี้ในระยะยาว แม้เส้นทางจะไม่ราบรื่นอย่างที่เคยคาดหวัง
GM “ถอย” จาก EV หรือแค่ “ตั้งหลัก”?
แม้ตัวเลขขาดทุนจะสูงมาก แต่ GM ย้ำชัดว่า ไม่ได้ละทิ้งตลาด EV คำกล่าวของ CFO Paul Jacobson ระบุว่า
GM ยังเชื่อมั่นในอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า แต่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างต้นทุน เพื่อให้สามารถผลิต EV ได้ในราคาที่แข่งขันได้จริง
สาระสำคัญของกลยุทธ์ใหม่คือ
- ลดต้นทุนการผลิตต่อคัน
- ลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนจากภาครัฐ
- คัดเลือกพอร์ต EV ที่มีโอกาสทำกำไรจริง
นี่จึงเป็น การตั้งหลักเชิงกลยุทธ์ (Strategic Retrenchment) มากกว่าการถอยหนีจากตลาด
