ยังไม่จบปี TOYOTA ขายทะลุ 10.3 ล้านคันในปี 2025 โต 4.8% ทางเลือกหลากหลายเห็นผล

Toyota ครองแชมป์ยอดขายรถยนต์โลกต่อเนื่องในปี 2025 ทิ้งห่าง Volkswagen Group ชัดเจน แม้ยังไม่ประกาศผลทั้งปี
โตโยต้ายังคงยืนหนึ่งบนเวทียอดขายรถยนต์โลกอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่คว้า “มงกุฎยอดขายอันดับ 1 ของโลก” ในปี 2020 และรักษาตำแหน่งไว้ได้ทุกปีต่อจากนั้น แม้ผลยอดขายเต็มปี 2025 จะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ตัวเลขที่ออกมาแล้วในช่วง 11 เดือนแรกของปี ก็เพียงพอที่จะบอกทิศทางว่า “โตโยต้านำแบบขาดลอย” และมีแนวโน้มจะยิ่งทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Volkswagen Group มากขึ้นเมื่อรวมยอดเดือนธันวาคม
ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ “โตโยตาขายได้มากกว่า” แต่คือการสะท้อนภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทั้งจากกระแสรถไฟฟ้า การชะลอตัวของบางภูมิภาค ไปจนถึงการปรับทัพของแบรนด์ใหญ่ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแต่ละประเทศ
ยอดขาย 11 เดือนแรกของปี 2025: โตโยตาทะลุ 10.3 ล้านคัน ก่อนปิดปี
ในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2025 โตโยต้า (รวมแบรนด์และบริษัทในเครืออย่าง Lexus, Daihatsu และ Hino) ทำยอดขายรวมได้ 10,327,976 คัน เพิ่มขึ้น 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 นี่คือ “ตัวเลขก่อนจบปี” ที่สูงมากพอจนทำให้ภาพการแข่งขันชัดขึ้นทันที เพราะแม้ยังไม่รวมเดือนธันวาคม โตโยต้าก็ทำยอด “เกิน 10 ล้านคัน” ไปแล้ว
จุดที่น่าสนใจคือ ตัวเลข 11 เดือนนี้ “สูงกว่า” ยอดส่งมอบทั้งปีของ Volkswagen Group ที่ประกาศไว้ที่ 8.98 ล้านคันเสียอีก ซึ่งหมายความว่า ต่อให้ยอดเดือนธันวาคมของโตโยต้าจะออกมาในระดับปกติ ช่องว่างก็มีแนวโน้มจะ “ยิ่งกว้าง” ไม่ใช่ “แค่นำ”
- สำหรับ ยอดขายทั่วโลกของ Toyota ในปี 2024 นั้น บริษัทมียอดส่งมอบรถยนต์รวมประมาณ 10.8 ล้านคัน (รวมแบรนด์ในเครือทั้ง Toyota, Lexus, Daihatsu และ Hino) ซึ่งยังคงเป็นอันดับ 1 ของโลกเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันแม้ยอดจะลดลงประมาณ 3.7 % เมื่อเทียบกับปี 2023 ก็ตาม
Volkswagen Group ปี 2025 สะท้อนแรงกดดัน: ยอดรวมลดลงเล็กน้อย แบรนด์หลักและพรีเมียมถอยพร้อมกัน
Volkswagen Group รายงานยอดส่งมอบทั่วโลกในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 8.98 ล้านคัน ลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รายละเอียดที่สะท้อนภาพชัดคือแบรนด์แกนหลักของกลุ่มอย่าง Volkswagen ลดลง 1.4% เหลือ 4.73 ล้านคัน ขณะที่ Audi ลดลง 2.9% เหลือ 1,623,551 คัน
เมื่อแบรนด์หลัก (Volume Brand) และแบรนด์พรีเมียม (Premium Brand) ต่างก็ลดลงพร้อมกัน ภาพที่สะท้อนคือ “แรงกดดันเชิงตลาด” ที่กว้างกว่าปัจจัยเฉพาะรุ่นรถเพียงรุ่นเดียว ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้านราคา ความคุ้มค่า เทคโนโลยี หรือความเร็วในการปรับไลน์อัปให้ตรงกับดีมานด์ของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาค
ทำไม Toyota ถึงได้เปรียบ: ความหลากหลายของไลน์อัป และการทำตลาดแบบ “กว้างและลึก”
สาเหตุหลักที่หลายฝ่ายมองว่าโตโยต้ารักษาตำแหน่งได้ “ไม่ยาก” คือความได้เปรียบด้านความหลากหลายของไลน์อัปและการครอบคลุมหลายเซกเมนต์ทั่วโลก โตโยต้าไม่ได้พึ่งพารถรุ่นเดียว แต่มี “แกนยอดขาย” หลายรุ่นกระจายตามตลาด ตั้งแต่รถยนต์นั่งขนาดเล็ก ซีดานยอดนิยม ไปจนถึง SUV และรถกระบะ ซึ่งหลายรุ่นเป็นรถที่มีฐานลูกค้าประจำ แข็งแรง และเปลี่ยนรุ่นก็ยังมีดีมานด์ต่อเนื่อง
อีกมุมหนึ่งคือการมีแบรนด์ในเครือที่ช่วย “เติมช่องว่าง” ของตลาดได้ดี เช่น
- Lexus ช่วยเสริมภาพแบรนด์พรีเมียม และปิดจุดอ่อนในตลาดหรูที่ต้องการบริการ/มาตรฐานสูง
- Daihatsu ช่วยครอบคลุมตลาดรถเล็ก รถเมือง หรือรถที่เน้นราคาเข้าถึงง่ายในบางภูมิภาค
- Hino เสริมตลาดเชิงพาณิชย์ รถบรรทุก/รถโดยสาร ที่มีความสำคัญต่อระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง
การมี “พอร์ตโฟลิโอหลายชั้น” แบบนี้ ทำให้โตโยต้ารับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่า หากบางประเทศชะลอ หรือบางเซกเมนต์หดตัว ยังมีอีกหลายตลาดและหลายประเภทช่วยพยุงยอดรวมไว้
แนวโน้มปีถัดไป: Toyota ส่งสัญญาณบวกจากโมเดลใหม่ที่กำลังมา
แม้จะเป็นผู้นำอยู่แล้ว โตโยต้าก็ยังมี “ข่าวดีเชิงผลิตภัณฑ์” สำหรับปีข้างหน้า โดยมีการพูดถึงรถรุ่นสำคัญที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมเปิดตัวหรือขยายการทำตลาด ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจว่าการรักษาตำแหน่งผู้นำยังมีแรงส่งต่อเนื่อง
Hilux รุ่นใหม่: เสาหลักในหลายภูมิภาคที่ยังทำเงิน
Hilux เป็นหนึ่งในรถที่มีอิทธิพลสูงต่อยอดขายรวมของโตโยต้าในหลายตลาด โดยเฉพาะภูมิภาคที่รถกระบะเป็น “รถใช้งานจริงของครัวเรือน” และเป็นหัวใจของธุรกิจรายย่อย การมาของ Hilux รุ่นใหม่จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโฉม แต่หมายถึงการรักษาความแข็งแกร่งของฐานยอดขายในกลุ่มที่มั่นคงและมีปริมาณสูง
Land Cruiser FJ: แนวคิด “Land Cruiser เข้าถึงง่าย” ที่อาจขยายฐานลูกค้า
อีกหนึ่งรุ่นที่ถูกจับตาคือ Land Cruiser FJ ซึ่งมักถูกพูดถึงในภาพ “Land Cruiser ที่ราคาเข้าถึงได้มากขึ้น” หากเกิดขึ้นจริง นี่จะเป็นการเปิดประตูให้กลุ่มลูกค้าที่ชอบความอึด ทน ลุย ได้เข้ามาอยู่ในตระกูล Land Cruiser มากขึ้น ไม่จำกัดอยู่แค่กลุ่มบนหรือรถไซส์ใหญ่ราคาแรง
RAV4 เจเนอเรชันใหม่: ปี 2026 คือปีแรกของการทำตลาดเต็มปี
RAV4 เป็นหนึ่งในโมเดลระดับโลกที่มีความสำคัญมากต่อยอดขายรวมของโตโยต้า การเข้าสู่เจเนอเรชันใหม่และการมีปี 2026 เป็น “ปีแรกที่ทำตลาดเต็มปี” ทำให้มีโอกาสสร้างแรงส่งทางยอดขายได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดที่ SUV เป็นกระแสหลักของผู้บริโภค
Wildlander รุ่นพี่น้องสำหรับจีน: กลยุทธ์ “เพิ่มตัวเลือก ลดราคาเข้าถึง”
การมีรุ่นพี่น้องอย่าง Wildlander ที่วางตำแหน่งให้ “เข้าถึงง่ายกว่า” สำหรับตลาดจีน สะท้อนแนวคิดสำคัญของผู้ผลิตยุคนี้ คือการทำตลาดแบบ “เฉพาะพื้นที่” มากขึ้น ไม่ใช่ใช้รถรุ่นเดียวแล้วขายทั้งโลกเหมือนอดีต จีนเป็นตลาดที่แข่งขันรุนแรงและไวต่อราคา การมีตัวเลือกที่เหมาะกับโครงสร้างดีมานด์ในประเทศจึงมีความหมายต่อยอดขายรวมในระดับโลก
ฝั่ง Volkswagen Group: ไม่ยอมแพ้ เดินเกม EV ราคาจับต้องได้ และปรับทัพสำหรับจีน
แม้ปีล่าสุดจะจบด้วยอันดับสอง และยอดรวมลดลงเล็กน้อย แต่ Volkswagen Group กำลังเตรียมอาวุธสำคัญสำหรับการกลับมา โดยเฉพาะ “การเพิ่มรถไฟฟ้าราคาเข้าถึงง่าย” ในยุโรป และ “การนำเสนอเทคโนโลยีที่เหมาะกับจีน” ซึ่งเป็นตลาดใหญ่และเป็นตัวกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในหลายมิติ
ID. Polo: รถไฟฟ้าเริ่มต้นในยุโรป ราคาต่ำกว่า 25,000 ยูโร
แผนเปิดตัว ID. Polo ในยุโรปด้วยราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 25,000 ยูโร เป็นก้าวที่มีนัยสำคัญ เพราะรถไฟฟ้าในหลายประเทศยังถูกมองว่า “ราคาแรง” เมื่อเทียบกับรถน้ำมันหรือไฮบริด หากทำราคาลงมาได้จริง โอกาสในการขยายฐานลูกค้าจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้รถคันแรกและผู้ใช้ในเมือง
นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงเวอร์ชันครอสโอเวอร์ที่จะตามมา ซึ่งสะท้อนความจริงของตลาดยุโรปและตลาดโลกในปัจจุบัน: ผู้บริโภคจำนวนมากเอนเอียงไปทางรถทรงสูงมากขึ้น
ID.3 และ ID.4 เตรียมรีเฟรชในปี 2026
การรีเฟรชรุ่นหลักอย่าง ID.3 และ ID.4 ในปี 2026 มีเป้าหมายชัดคือทำให้ผลิตภัณฑ์ “สดใหม่” และแข่งขันได้ ทั้งด้านดีไซน์ ซอฟต์แวร์ ประสบการณ์ผู้ใช้ และความคุ้มค่าต่อราคา ซึ่งเป็นจุดที่รถไฟฟ้าถูกเปรียบเทียบกันหนักมากในตลาดปัจจุบัน
ID. Era 9X สำหรับจีน: ก้าวสู่รถไฟฟ้าแบบเพิ่มระยะทาง (Range-Extender)
การเปิดตัว ID. Era 9X ในจีน และถูกมองว่าเป็นรถไฟฟ้าแบบเพิ่มระยะทางรุ่นแรกของแบรนด์ เป็นสัญญาณว่าผู้ผลิตยุโรปเริ่ม “ปรับสูตร” ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคจีนที่เปิดรับเทคโนโลยีหลากหลาย ไม่ได้ยึดติดกับ BEV เพียงอย่างเดียวในทุกกรณี Range-Extender เป็นแนวทางที่หลายแบรนด์เลือกใช้เพื่อแก้ความกังวลเรื่องการเดินทางไกลและโครงสร้างสถานีชาร์จในบางพื้นที่
Hyundai–Kia ยังไต่ระดับ: ยอดรวม 7.27 ล้านคัน และตั้งเป้า 7.51 ล้านคันในปี 2026
อีกขั้วที่น่าจับตาคือ Hyundai และ Kia ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 0.6% เป็น 7.27 ล้านคัน คว้าอันดับสามของโลกได้อย่างเหนียวแน่น และตั้งเป้าปี 2026 ไว้ที่ 7.51 ล้านคัน
ความน่าสนใจของค่ายเกาหลีใต้คือการทำตลาดเชิงรุก ทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และการขยายไลน์อัปให้ครอบคลุมตั้งแต่รถเมืองไปจนถึง SUV และรถไฟฟ้า ทำให้กลายเป็น “ผู้ท้าชิงตัวจริง” ที่กดดันสองค่ายยักษ์อย่างต่อเนื่อง
มุมมองภาพรวม: ศึกยอดขายไม่ใช่แค่จำนวน แต่คือความเร็วในการปรับตัว
การแข่งขันระหว่าง Toyota กับ Volkswagen Group ในยุคนี้ ไม่ได้วัดกันเพียงยอดขายรวม แต่ยังเป็นการแข่งขันด้าน “ความเร็วในการปรับตัว” ต่อ 3 เรื่องใหญ่:
- โครงสร้างตลาดโลกที่ไม่เท่ากัน แต่ละประเทศมีอัตราการรับรถไฟฟ้าแตกต่างกัน บางที่ไปไกลมาก บางที่ยังต้องพึ่งไฮบริดและน้ำมัน
- สงครามราคาและความคุ้มค่า ผู้บริโภคเปรียบเทียบสเปก เทคโนโลยี และราคาแบบเรียลไทม์มากขึ้น
- การทำรถให้ตรงตลาดเฉพาะ การมีรุ่นย่อยหรือรุ่นพี่น้องสำหรับประเทศสำคัญอย่างจีน กลายเป็นกลยุทธ์หลัก
สรุป Toyota ยังนำ แต่คู่แข่งเริ่มเปลี่ยนเกม
จากข้อมูลที่ประกาศแล้ว โตโยต้ายังคงครองความเป็นผู้นำอย่างแข็งแกร่ง โดยยอดขาย 11 เดือนแรกของปี 2025 ทะลุ 10.3 ล้านคัน และมีแนวโน้มจะทิ้งห่างอันดับสองมากขึ้นเมื่อรวมยอดทั้งปี ขณะเดียวกัน Volkswagen Group กำลังเดินเกมใหม่ด้วยรถไฟฟ้าราคาเข้าถึงง่ายในยุโรป และการปรับแนวทางสำหรับจีนด้วยเทคโนโลยีแบบเพิ่มระยะทาง
สิ่งที่น่าติดตามคือ เมื่ออุตสาหกรรมเข้าสู่ช่วง “เปลี่ยนผ่าน” เต็มตัว การรักษายอดขายระดับสิบล้านคันต่อปีจะต้องอาศัยมากกว่าความแข็งแกร่งของแบรนด์ แต่ต้องมีความเร็วในการตัดสินใจ ความแม่นยำในการวางผลิตภัณฑ์ และความสามารถในการตอบโจทย์ตลาดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
รวมภาพคันจริง! ในญี่ปุ่น TOYOTA RAV4 เจนที่ 6 ราคา 898,000 บาท 2.5 ไฮบริด E-FOUR
ประหยัด 30.8 กม./ลิตร WLTC : TOYOTA YARIS CROSS ในญี่ปุ่น ราคาเริ่ม 437,000 – 624,000 บาท
ปรับเพิ่ม 10,000 – 20,000 บาท TOYOTA YARIS CROSS MY2026 อัปเกรดระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ รุ่นพื้นฐาน
ราคาเริ่ม 921,000- 1,119,000 บาท ในสหรัฐฯ TOYOTA CAMRY HEV 2WD/AWD
ประหยัด 14 กม./ลิตร TOYOTA Land Cruiser PRADO 250 2.4 ไฮบริด i-Force MAX ในสหรัฐฯ ราคา 2.07 ล้านบาท
สรุปยอดขาย TOYOTA – LEXUS ตลาดสหรัฐฯ ปี 2025 : รวม 2,518,071 คัน เติบโต 8.3% RAV4 เดอะแบก
