NISSAN KICKS e-POWER เจนใหม่ คาดว่าอาจเปิดตัว ในญี่ปุ่น 17 มิถุนายนนี้

NISSAN KICKS e-POWER เจนใหม่ คาดว่าอาจเปิดตัว ในญี่ปุ่น 17 มิถุนายนนี้
Spread the love
Advertisement Advertisement

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในวงการยานยนต์ทันที เมื่อช่อง YouTube อย่างเป็นทางการของ Nissan ประเทศญี่ปุ่น ได้เกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่ด้วยการ “กดเผยแพร่ตัววิดีโอโปรโมต” ของ All-New Nissan Kicks (รหัสตัวถัง P16) รุ่นโฉมใหม่เจเนอเรชันที่ 2 ก่อนกำหนดการเปิดตัวจริงที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 มิถุนายน 2026 แม้ว่าหลังจากนั้นไม่นานทาง Nissan จะรีบเปลี่ยนสถานะวิดีโอให้เป็นแบบส่วนตัว (Private) แต่ก็ไม่ทันการไลฟ์สกรีนช็อตของเหล่านักสืบโซเชียล ทำให้เราได้เห็นดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในแบบเต็ม ๆ โดยไม่ต้องรอลุ้นอีกต่อไป

ห้องโดยสาร All-New Nissan Kicks พลิกโฉมด้วยเกียร์ปุ่มกดเลียงหน้ากระดาน

ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดของการหลุดครั้งนี้คือการเผยให้เห็นภาพห้องโดยสารอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นจุดที่หลายคนตั้งตารอ เพราะได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัยและหรูหราขึ้นกว่ารุ่นเดิมอย่างผิดหูผิดตา โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญดังนี้

  • ชุดเกียร์ไฟฟ้าแบบปุ่มกดแนวขวาง (Horizontal Switch-type Shifter): Nissan เลือกตัดหัวเกียร์แบบเดิมออก แล้วแทนที่ด้วยระบบปุ่มกดที่วางเรียงแถวหน้ากระดานหน้าคอนโซลกลาง (ประกอบด้วยปุ่ม P, R, N, D/B) ซึ่งจุดนี้กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ใช้รถ บ้างก็มองว่าช่วยให้คอนโซลดูสะอาดตาและล้ำสมัยขึ้น แต่ก็มีบางส่วนที่กังวลเรื่องความคุ้นชินในการใช้งานและความปลอดภัยในการกดช่วงแรก
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านดีไซน์ใหม่: ปรับมาใช้ทรงสปอร์ตท้ายตัด (D-Shape) เล็กน้อย ช่วยให้การควบคุมกระชับมือและเพิ่มพื้นที่ช่วงขาของผู้ขับขี่ พร้อมโลโก้นิสสันแบบใหม่ตรงกลาง
  • หน้าจอคู่ขนาดใหญ่แบบ Dual Screens: หน้าจอมาตรวัดความเร็วและหน้าจอกลางสำหรับระบบอินโฟเทนเมนต์ถูกเชื่อมต่อเป็นแผงเดียวกันแบบไร้รอยต่อตามเทรนด์รถยนต์ยุคใหม่

ภายนอกสะดุดตา มาพร้อมสีไฮไลต์เฉพาะญี่ปุ่น “Resonus Blue”

สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของเวอร์ชันที่ขายในประเทศญี่ปุ่นนั้น ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะมาพร้อมกับตัวถังสีทูโทนที่เป็นสีโปรโมตหลักอย่าง สีน้ำเงินเลโซนัส (Resonus Blue) ตัดกับหลังคาสีดำ (Super Black Roof) ซึ่งเป็นเฉดสีฟ้าพาสเทลที่มีความสว่างและนุ่มนวล โดยสีนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับรุ่นเครื่องยนต์ e-POWER ที่ทำตลาดในญี่ปุ่นโดยเฉพาะ คาดว่ารถทดสอบและรถเดโมตามโชว์รูมส่วนใหญ่จะใช้สีนี้เป็นหลักเพื่อสร้างภาพจำ

นอกจากนี้ แนวคิดการออกแบบภายนอกยังมีความน่าสนใจตรงที่หน้ากากด้านหน้า (Front Mask) ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเส้นสายของ “หมวกกันน็อกของนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล” ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง กำยำ และมีมิติ ในขณะที่เส้นสายบริเวณชายล่างของตัวรถและซุ้มล้อจะมีการดึงเอาลวดลายของ “พื้นรองเท้าผ้าใบระดับพรีเมียม” (Sneaker Sole Pattern) มาใส่ไว้ โดยจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นย่อยเพื่อสะท้อนความสปอร์ตและความเป็นวัยรุ่น

สรุปตัวเลือกสีตัวถัง All-New Nissan Kicks (P16) ทั้ง 9 เฉดสี

จากข้อมูลในวิดีโอ Nissan Kicks ใหม่ จะมีตัวเลือกสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 9 รูปแบบ แบ่งออกเป็นสีโทนเดี่ยว (Monotone) 5 สี และสีทูโทน (Two-tone) หลังคาดำ 4 สี ดังนี้:

สีโทนเดี่ยว (Monotone) สีทูโทน (Two-tone หลังคาดำ)
– ขาวมุก Pure White Pearl – ขาวมุก หลังคาดำ Pure White Pearl & Super Black
– ดำ Aurora Flare Pearl – น้ำเงินเลโซนัส หลังคาดำ Resonus Blue & Super Black (สีไฮไลต์)
– น้ำตาล Crystal Brown – แดงการ์เน็ต หลังคาดำ Garnet Red & Super Black
– ดำซูเปอร์แบล็ก Super Black – เทาเข้ม หลังคาดำ Dark Metal Gray & Super Black
– เทาเข้ม Dark Metal Gray

ระบบขับเคลื่อน e-POWER เจนใหม่ และราคาที่ขยับขึ้น

ขุมพลังของเวอร์ชันญี่ปุ่นจะยังคงใช้ระบบ e-POWER (ไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100%) ที่ได้รับการอัปเกรดประสิทธิภาพให้สูงขึ้น โดยจะมีตัวเลือกระบบขับเคลื่อนทั้งแบบ 2WD (ล้อหน้า) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ e-4ORCE ที่ยกเทคโนโลยีมาจาก Nissan Ariya และ X-Trail ซึ่งจะช่วยเรื่องการทรงตัวและการเข้าโค้งที่ดีเยี่ยม

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลใบเสนอราคา (Quotation) ที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้ ในรุ่นท็อปสุดอย่างเกรด e-POWER G [e-4ORCE] เมื่อรวมออปชันและการตกแต่งเต็มพิกัดแล้ว ราคาขายรวมในญี่ปุ่นอาจพุ่งทะยานไปแตะระดับ 5 ล้านเยน ซึ่งถือว่าใกล้เคียงและเบียดกับคอมแพกต์เอสยูวีรุ่นพี่อย่าง Toyota Corolla Cross เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ รายละเอียดสเปกเชิงลึก และราคาจำหน่ายทุกรุ่นย่อย ทาง Nissan ประเทศญี่ปุ่นจะประกาศในวันที่ 17 มิถุนายน 2026 นี้ ซึ่งต้องมารอลุ้นกันว่าระบบเกียร์แบบปุ่มกดแนวขวางและสีน้ำเงิน Resonus Blue ตัวจริงจะได้รับกระแสตอบรับจากผู้ใช้รถมากน้อยขนาดไหน!

 

รวมภาพคันจริง! ในสหรัฐฯ NEW Nissan Kicks ราคา 697,000 บาท 2.0 ลิตร 141HP FWD/AWD

 

ก้าวสำคัญของ Nissan ส่ง Rogue e-Power บุกอเมริกา พร้อมท้าชนเจ้าตลาดไฮบริด พร้อมเปิดตัว e-POWER เจนใหม่ ใน Kicks 

ในโลกที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเติบโต แต่ผู้ใช้รถจำนวนมากยังกังวลเรื่องการชาร์จไฟ Nissan ได้ตัดสินใจนำอาวุธลับที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลกอย่างระบบ e-Power เข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก โดยเริ่มจากรุ่นยอดนิยมอย่าง Nissan Rogue และมีแนวโน้มจะตามมาด้วย Nissan Kicks ในเร็วๆ นี้

e-Power คืออะไร? ทำไมถึงเป็นตัวเปลี่ยนเกม?

เทคโนโลยี e-Power ของ Nissan ไม่ใช่ระบบไฮบริดแบบทั่วไป (Parallel Hybrid) แต่มันคือ “รถยนต์ไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้”

  • หลักการทำงาน: เครื่องยนต์สันดาปจะทำหน้าที่เป็น “เครื่องกำเนิดไฟฟ้า” (Generator) เพื่อปั่นไฟไปเก็บในแบตเตอรี่และส่งต่อให้มอเตอร์ไฟฟ้า

  • การขับเคลื่อน: ล้อจะถูกขับเคลื่อนด้วย มอเตอร์ไฟฟ้า 100% เท่านั้น

    Advertisement Advertisement
  • จุดเด่น: ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสอัตราเร่งที่นุ่มนวลและทันใจเหมือนรถ EV แต่ไม่ต้องรอชาร์จไฟ เพียงแค่แวะปั๊มเติมน้ำมันตามปกติ

แม้ระบบนี้จะเดินทางมาถึงเจเนอเรชันที่ 3 และมียอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 1.5 ล้านคัน (ทั้งในญี่ปุ่น ยุโรป และไทย) แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ชาวอเมริกันจะได้สัมผัสในรุ่น 2027 Nissan Rogue Hybrid e-Power

Nissan Rogue: หัวหอกผู้นำทัพ

การเลือก Rogue เป็นรุ่นแรกในการเปิดตัว e-Power ในสหรัฐฯ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะ Rogue เป็นรถ SUV ที่มียอดขายสูงสุดของค่าย การปรับโฉมใหม่ในช่วงปลายปีนี้จะไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ แต่คือการยกระดับสมรรถนะให้เทียบเท่าหรือเหนือกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน

จับตาการมาของ Kicks e-Power: จากรถบ้านสู่ความแรงระดับ 200 แรงม้า

สิ่งที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันคือคำใบ้จากผู้บริหาร Nissan เกี่ยวกับ Nissan Kicks รุ่นใหม่ที่จะใช้ระบบ e-Power เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับพฤติกรรมการขับขี่ของคนอเมริกันโดยเฉพาะ

หากเราพิจารณาสเปกจาก Nissan Qashqai ในยุโรป ซึ่งคาดว่าจะถูกนำมาใช้กับ Kicks รุ่นใหม่ เราจะเห็นการก้าวกระโดดที่น่าสนใจ:

คุณสมบัติ Nissan Kicks 2026 (เครื่องยนต์ปกติ) Nissan Kicks e-Power (คาดการณ์)
เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 4 สูบ 1.5 ลิตร 3 สูบ Turbo (ปั่นไฟ)
พละกำลัง 141 แรงม้า 202 แรงม้า
แรงบิด 190 นิวตันเมตร 343 นิวตันเมตร
ระบบขับเคลื่อน เครื่องยนต์ขับเคลื่อนล้อ มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อ 100%

การอัปเกรดนี้จะทำให้ Kicks กลายเป็นรถคอมแพ็ค SUV ที่มีสมรรถนะโดดเด่นที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดทันที

เป้าหมายคือ “ความประหยัด” เพื่อท้าชน Toyota

นอกเหนือจากเรื่องความแรง โจทย์ใหญ่ของ Nissan คือการดึงลูกค้าที่กำลังมองหาความประหยัดน้ำมัน (Fuel Efficiency) ปัจจุบันคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Toyota Corolla Cross Hybrid ทำตัวเลขความประหยัดรวมได้สูงถึง 42 mpg (ประมาณ 17.8 กม./ลิตร)

ในขณะที่ Kicks รุ่นเครื่องยนต์ปกติทำได้เพียง 31 mpg การเปลี่ยนมาใช้ e-Power จะช่วยปิดช่องว่างนี้ และอาจจะทำตัวเลขได้ใกล้เคียงหรือดีกว่าคู่แข่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในยุคที่ค่าน้ำมันมีความผันผวน

บทสรุป

การเปิดตัว Rogue e-Power และทิศทางของ Kicks e-Power แสดงให้เห็นว่า Nissan กำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคไฟฟ้าด้วยแนวทางที่ยืดหยุ่น (Electrification without limitations) ระบบ e-Power จะเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญสำหรับคนที่อยากได้ฟีลการขับขี่แบบรถไฟฟ้า แต่ยังไม่พร้อมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 100%

กำหนดการเปิดตัวและพร้อมจำหน่าย

  • ระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่สามจะเปิดตัวครั้งแรกในยุโรปกับ Nissan Qashqai crossover โดยจะเริ่มวางจำหน่ายใน เดือนกันยายน 2025
  • จากนั้นจะเปิดตัวในอเมริกาเหนือกับ Rogue เจเนอเรชันถัดไปใน FY26 (ปีงบประมาณ 2569)
  • ระบบใหม่นี้ยังจะขับเคลื่อน รถตู้ขนาดใหญ่ Elgrand เจเนอเรชันที่สี่ ในญี่ปุ่นภายใน FY26
  • คาดว่าจะมีการเปิดตัวเพิ่มเติม ในรุ่นอื่นๆในแอฟริกาและโอเชียเนียในอีกไม่กี่เดือนหลังจากเปิดตัวในยุโรป

คุณสมบัติและการปรับปรุงที่สำคัญของระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่สาม

  • ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ระบบใหม่นี้ให้การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดในกลุ่ม เช่น เมื่อนำมาใช้ใน Qashqai จะมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 4.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งเทียบเท่ากับระยะทางที่วิ่งได้สูงสุดถึง 1200 กิโลเมตร สิ่งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ เทอร์โบชาร์จ 1.5 ลิตรแบบใหม่ ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับการผลิตไฟฟ้าที่รอบเครื่องยนต์ต่ำลง เพิ่มประสิทธิภาพเชิงความร้อน
  • ลดการปล่อยมลพิษ การปล่อยก๊าซ CO₂ ลดลงอย่างมาก จาก 116 กรัม/กม. เหลือ 102 กรัม/กม. ซึ่งลดลง 12% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
  • การขับขี่ที่เงียบขึ้น:Nissan มุ่งเน้นไปที่การลดเสียงรบกวนในห้องโดยสาร โดยมีการปรับปรุงได้มากถึง 5.6dB เมื่อเทียบกับเจเนอเรชันที่สอง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบและนุ่มนวลเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า การทำงานของเครื่องยนต์ยังถูกควบคุมให้น้อยลง โดยมีการควบคุมการผลิตไฟฟ้าอัจฉริยะที่ปรับให้เข้ากับสภาพถนน (เช่น การชาร์จแบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นบนถนนที่มีเสียงดัง เพื่อปกปิดเสียงเครื่องยนต์)
  • การออกแบบที่กะทัดรัดและเบาขึ้น: ระบบใหม่นี้ใช้แนวทาง “5-in-1” ที่รวมมอเตอร์ไฟฟ้า, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, อินเวอร์เตอร์, ตัวลดรอบ, และตัวเพิ่มรอบเข้าด้วยกันในแพ็คเกจที่กะทัดรัดและเบาลง
  • ประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า: เช่นเดียวกับ e-POWER รุ่นก่อนหน้า มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานเดียวสำหรับล้อ ให้แรงบิดและการเร่งความเร็วทันที เหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เครื่องยนต์เบนซินทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับมอเตอร์และชาร์จแบตเตอรี่ขนาดเล็ก ทำให้ไม่จำเป็นต้องชาร์จจากภายนอก
  • กำลังขับเพิ่มขึ้น ระบบใหม่นี้มีกำลังเพิ่มขึ้น โดยมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 151kW (เพิ่มขึ้น 11kW) ใน Qashqai และ 204 PS/330 Nm ในรุ่นอย่าง X-Trail/Rogue
  • การทำงานแบบแป้นเดียว (e-Pedal Step) คุณสมบัตินี้ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเร่งและลดความเร็วได้โดยใช้แป้นคันเร่งเพียงอย่างเดียว ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่และลดความเมื่อยล้า

การปรับปรุงหลักของ New e-POWER

  • ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ดีที่สุดในกลุ่ม: ลดลงเหลือ 4.5 ลิตร/100 กม. (WLTP) ทำให้มี พิสัยการเดินทางสูงสุดถึง 1200 กม.
  • ลดการปล่อย CO₂ อย่างเห็นได้ชัด: ลดลงจาก 116 กรัม/กม. เหลือ 102 กรัม/กม. (ลดลง 12%)
  • ความประณีตระดับ EV: ลดเสียงรบกวนในห้องโดยสารลงสูงสุด 5.6 dB
  • สมรรถนะที่ดีขึ้น: เพิ่มกำลัง +13.5 แรงม้า PS ในโหมด Sport กำลังสูงสุดรวม 205 แรงม้า PS
  • การบำรุงรักษาคุ้มค่า: ช่วงการเข้ารับบริการขยายจาก 15,000 กม. เป็น 20,000 กม.

รวมภาพคันจริง! ในสหรัฐฯ NEW Nissan Kicks ราคา 697,000 บาท 2.0 ลิตร 141HP FWD/AWD

เครดิตภาพ creative311

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้