ตกลง! Samsung จ่ายโบนัสพนักงานชิป คนละ 11.1 ล้านบาท แลกการหยุดงานจริง

ตกลง! Samsung จ่ายโบนัสพนักงานชิป คนละ 11.1 ล้านบาท แลกการหยุดงานจริง
Spread the love
Advertisement Advertisement

นี่คือสรุปใจความสำคัญของบทความ Samsung จ่ายโบนัสพนักงานชิป แบบกระชับและเข้าใจง่ายครับ

เม็ดเงินโบนัสก้อนโต

  • จ่ายฉลองกำไร AI พุ่ง: Samsung Electronics เตรียมกระจายเงินโบนัสรวมกว่า 40 ล้านล้านวอน (ประมาณ 8.68 แสนล้านบาท) ให้พนักงานแผนกชิปในปีนี้
  • ยอดเฉลี่ยต่อคน: พนักงานจะได้รับโบนัสเฉลี่ยสูงถึง 513 ล้านวอน หรือประมาณ 340,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว ๆ 11.1 ล้านบาท) จากเดิมในปี 2025 ที่ได้ค่าตอบแทนเฉลี่ยรวมเพียง 158 ล้านวอน

เงื่อนไขและรูปแบบการจ่าย

  • แบ่งจ่าย หุ้น + เงินสด: ดึงกำไรจากการดำเนินงาน 10.5% มาจ่ายเป็นโบนัสหุ้น และอีก 1.5% จ่ายเป็นเงินสด
  • ผูกสัญญาระยะยาว: โครงการนี้มีอายุ 10 ปี (ต้องทำกำไรได้ตามเกณฑ์) โดยโบนัสหุ้นจะถอนเป็นเงินสดได้ทันที 1 ใน 3 ส่วน ที่เหลืออีก 2 ใน 3 จะทยอยจ่ายใน 2 ปีถัดไป (เริ่มจ่ายงวดแรกต้นปี 2027)
  • เปรียบเทียบกับคู่แข่ง: พนักงานหน่วยความจำชิปของ Samsung อาจได้โบนัสรวมสูงสุดถึง 626 ล้านวอน แต่ก็ยังเป็นรองคู่แข่งอย่าง SK Hynix ที่พนักงานอาจได้สูงกว่า 700 ล้านวอน แถมเลือกรับเป็นเงินสดทั้งหมดได้

เบื้องหลังการดับแผนประท้วง

  • รอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ: ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นในนาทีสุดท้ายก่อนที่จะมีการประท้วงหยุดงานนาน 18 วัน ซึ่งหากเกิดการหยุดงานจริง อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้สูงถึง 1 ล้านล้านวอนต่อวัน (และอาจพุ่งไปถึง 100 ล้านล้านวอนหากแผ่นเวเฟอร์ในระบบผลิตเสียหาย) จนทำให้ผู้นำประเทศต้องลงมาช่วยไกล่เกลี่ย
  • ข้อเรียกร้องที่สำเร็จ: พนักงานสามารถปลดล็อก “เพดานโบนัสเดิม” (ที่เคยจำกัดไว้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของเงินเดือน) ได้สำเร็จ โดยได้รับส่วนแบ่งกำไรการดำเนินงานที่ 10.5% (จากที่ขอไป 15%) ซึ่ง JPMorgan ชี้ว่าทำให้ภาพรวมผลตอบแทนปีนี้พุ่งไปแตะ 12% ของกำไรการดำเนินงาน

บริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่สัญชาติเกาหลีใต้ สามารถบรรลุข้อตกลงนาทีสุดท้ายกับสหภาพแรงงาน ช่วยหลีกเลี่ยงการประท้วงหยุดงานนาน 18 วัน พร้อมปลดล็อกวงเงินจ่ายโบนัสก้อนโตมูลค่ากว่า 2.66 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.68 แสนล้านบาท)

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Samsung Electronics เตรียมจัดสรรเงินโบนัสรวมกว่า 40 ล้านล้านวอน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 8.68 แสนล้านบาท ให้แก่พนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ (Chip Division) ในปีนี้ หลังจากที่บริษัทสามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับสหภาพแรงงานได้สำเร็จ

จากการคำนวณของ Bloomberg โดยอ้างอิงจากเงื่อนไขในข้อตกลงและคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) ประจำปี 2026 ของเหล่านักวิเคราะห์ พบว่า พนักงานจะได้รับเงินโบนัสเฉลี่ยต่อคนสูงถึง 513 ล้านวอน หรือประมาณ 340,000 ดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราว ๆ 11.1 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าก้าวกระโดดอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งมีรายงานผลประกอบการของบริษัทระบุว่า ค่าตอบแทนเฉลี่ยรวมของพนักงาน Samsung อยู่ที่ 158 ล้านวอน (ประมาณ 3.42 ล้านบาท)

เจาะลึกเงื่อนไขข้อตกลง จ่ายเป็นหุ้นพ่วงเงินสด ผูกสัญญายาว 10 ปี

ข้อตกลงดังกล่าวจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการลงคะแนนเสียงเพื่อสัตยาบันของสมาชิกสหภาพแรงงานในระหว่างวันที่ 22 ถึง 27 พฤษภาคมนี้ โดยเงื่อนไขหลักระบุว่า Samsung จะแบ่งสรรกำไรจากการดำเนินงาน 10.5% ออกมาในรูปแบบของโบนัสหุ้น (Stock Bonuses) และบวกเพิ่มอีก 1.5% เป็นโบนัสในรูปแบบเงินสด

รายละเอียดการรับโบนัส: โครงการนี้มีระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทจะต้องทำกำไรได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับโบนัสหุ้นที่ได้รับนั้น พนักงานจะสามารถขายเปลี่ยนเป็นเงินสด (Liquidate) ได้ทันที 1 ใน 3 ส่วน ส่วนที่เหลืออีก 2 ใน 3 จะแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ ตลอดระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะเริ่มจ่ายงวดแรกในช่วงต้นปี 2027

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าพนักงานทุกคนจะได้เงินเท่ากันหมด สำนักข่าว Reuters ได้อ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวในสหภาพแรงงาน โดยยกตัวอย่างว่า:

  • พนักงานในหน่วยความจำชิป (Memory Chip Unit) ที่มีฐานเงินเดือน 80 ล้านวอน (ประมาณ 1.73 ล้านบาท) อาจได้รับโบนัสรวมในปีนี้สูงถึง 626 ล้านวอน (ประมาณ 13.5 ล้านบาท)
  • เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง SK Hynix: พนักงานของ SK Hynix มีโอกาสได้รับโบนัสสูงกว่า 700 ล้านวอน (ประมาณ 15.1 ล้านบาท) หากบริษัททำกำไรประจำปีได้ตามเป้าที่ 250 ล้านล้านวอน ที่สำคัญคือพนักงาน SK Hynix สามารถเลือกรับเป็นเงินสดทั้งหมดได้ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องรับเป็นหุ้นเหมือนกับ Samsung

หากเจรจาล้มเหลว? ผลกระทบระดับชาติที่อาจทำเงินหายวันละแสนล้าน

ความตึงเครียดก่อนหน้านี้บีบให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศ ทั้งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานของเกาหลีใต้ ต้องยื่นมือเข้ามาแทรกแซงและช่วยไกล่เกลี่ย เนื่องจากหากเกิดการประท้วงหยุดงานจนต้องปิดโรงงานผลิตชิป จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศสูงถึง 1 ล้านล้านวอนต่อวัน

ยิ่งไปกว่านั้น ความเสียหายอาจทวีคูณขึ้นเป็น 100 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.17 ล้านล้านบาท) หากแผ่นเวเฟอร์เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Wafers) ที่กำลังอยู่ในกระบวนการผลิตเกิดความเสียหายจนใช้งานไม่ได้ เนื่องจากยอดส่งออกชิปของ Samsung นั้นคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของเกาหลีใต้

ก่อนหน้านี้ กลุ่มพนักงานได้เรียกร้องให้บริษัทผูกเงินโบนัสเข้ากับผลประกอบการโดยตรง และขอให้ยกเลิกเพดานการจ่ายโบนัสเดิมที่เคยจำกัดไว้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของเงินเดือนประจำปี ซึ่งเดิมทีสหภาพแรงงานเรียกร้องส่วนแบ่งโบนัสที่ 15% จากกำไรจากการดำเนินงาน แต่ข้อสรุปที่ 10.5% นี้ ทางธนาคารเพื่อการลงทุน JPMorgan ($JPM) ประเมินว่าเพียงพอที่จะดันให้ค่าตอบแทนรวมที่ผูกกับผลงานของ Samsung พุ่งไปแตะที่ระดับประมาณ 12% ของกำไรจากการดำเนินงานในปีนี้

ทั้งนี้ หลังจากการประกาศข้อตกลงดังกล่าว หุ้นของ Samsung พุ่งทะยานขึ้นมากกว่า 6% ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนส่วนหนึ่งจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของยักษ์ใหญ่ฝั่งอเมริกาอย่าง Nvidia ($NVDA) เช่นกัน

โบนัสพลิกชีวิต! พนักงาน Samsung – SK Hynix แห่ซื้อม้าลำพอง หลังค่ายชิปเกาหลีใต้เปย์โบนัสสูงสุด 16 ล้านบาท

สำนักข่าว MyDrivers รายงาน (25 พฤษภาคม 2026) ท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) ทั่วโลก สองยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติเกาหลีใต้税 Samsung Electronics และ SK Hynix กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่าง ขีดสุด ส่งผลให้พนักงานของทั้งสองบริษัทได้รับอานิสงส์เป็นเงินรางวัลตอบแทน (Performance Bonus) มูลค่ามหาศาล จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความอิจฉาตาร้อนไปทั่วทั้งสังคมเกาหลีใต้

มีรายงานว่า บรรดาพนักงานในอุตสาหกรรมชิปที่ร่ำรวยขึ้นข้ามคืน กำลังหลั่งไหลเข้าโชว์รูมรถยนต์หรูและซูเปอร์คาร์กันอย่างคึกคัก โดยตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ระดับไฮเอนด์รายหนึ่งเปิดเผยว่า จำนวนพนักงานจาก Samsung และ SK Hynix ที่เข้ามาเลือกซื้อและสั่งจองรถสปอร์ตสมรรถนะสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เราได้รับโทรศัพท์ติดต่อสอบถามข้อมูลหลายสิบสายในแต่ละวัน ลูกค้าที่เดินวอล์กอินเข้ามาในโชว์รูมส่วนใหญ่เป็นพนักงานของสองบริษัทนี้ โดยเฉพาะรถยนต์หรูที่มีราคาตั้งแต่ 100 ล้านวอน (ประมาณ 2.2 ล้านบาท) ขึ้นไป ได้รับความสนใจพุ่งสูงขึ้นมาก” ดีลเลอร์รายดังกล่าวระบุ

Advertisement Advertisement

สอดคล้องกับสถิติบน Google Trends ที่ชี้ชัดว่า คำค้นหายอดนิยมอย่าง “ดีลเลอร์ Ferrari” (Ferrari dealership) ในประเทศเกาหลีใต้ พุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

SK Hynix จ่ายหนัก 700 ล้านวอน ดันพนักงานขึ้นแท่น “กลุ่มเป้าหมายอันดับ 1” ในตลาดหาคู่ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานกล้าจับจ่ายซื้อสินค้าระดับลักชัวรี เป็นผลมาจากนโยบายปันผลกำไรที่โหดเป็นประวัติการณ์ โดย SK Hynix ได้กำหนดสัดส่วนโบนัสไว้ที่ 10% ของกำไรจากการดำเนินงานของบริษัท

ปี 2025: พนักงานได้รับโบนัสเฉลี่ยคนละ 140 – 148 ล้านวอน (ประมาณ 3.08 – 3.25 ล้านบาท)

ปี 2026: คาดการณ์ว่าตัวเลขโบนัสเฉลี่ยต่อคนจะพุ่งสูงถึง 700 ล้านวอน (ประมาณ 15.4 ล้านบาท)

ด้วยเงินรางวัลที่สูงเกินกว่าพนักงานออฟฟิศทั่วไปจะจินตนาการได้ ส่งผลให้ในปัจจุบัน พนักงานของ SK Hynix กลายเป็นกลุ่มอาชีพที่เนื้อหอมและได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดหาคู่และการดูตัว (Matchmaking) ของเกาหลีใต้ไปเรียบร้อยแล้ว

Samsung บรรลุข้อตกลงนาทีสุดท้าย เลี่ยงการประท้วงหยุดงานครั้งประวัติศาสตร์
ในเวลาเดียวกัน ฝั่งพี่ใหญ่อย่าง Samsung Electronics ก็เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตความขัดแย้งด้านแรงงานครั้งใหญ่ที่เกือบจะอัมพาตห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก หลังจากกลุ่มพนักงานออกมารวมตัวเรียกร้องให้บริษัททลายเพดานการจ่ายโบนัสแบบเดิม มิฉะนั้นจะยกระดับสู่การประท้วงหยุดงาน (Strike) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

ท้ายที่สุด ฝ่ายบริหารและตัวแทนสหภาพแรงงานได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในนาทีสุดท้ายก่อนกำหนดการประท้วง โดยมีการปรับโครงสร้างการจ่ายโบนัสใหม่ ระบุว่า Samsung จะจัดสรรกำไรจากการดำเนินงาน 10.5% ในรูปแบบของหุ้นบริษัท และอีก 1.5% ในรูปแบบของเงินสด เพื่อจ่ายเป็นโบนัสให้กับพนักงาน

แหล่งข่าวจากภายในสหภาพแรงงานเปิดเผยว่า ภายใต้ข้อตกลงฉบับใหม่นี้ พนักงานระดับปฏิบัติการในสายการผลิตชิปหน่วยความจำที่มีฐานเงินเดือนประจำปีอยู่ที่ 80 ล้านวอน (ประมาณ 1.76 ล้านบาท) จะได้รับเงินโบนัสในปีนี้สูงถึง 626 ล้านวอน (ประมาณ 13.77 ล้านบาท) โดยส่วนใหญ่จะถูกจ่ายเข้าบัญชีในรูปแบบของหุ้นของ Samsung Electronics

ทั้งนี้ สหภาพแรงงานได้เริ่มเปิดระบบลงคะแนนเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้สมาชิกโหวตยอมรับข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม และจะสิ้นสุดการปิดโหวตในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้

ยุคทอง AI ดันยอดกำไร SK Hynix พุ่งเปย์โบนัสพนักงานเฉลี่ย 12.6 ล้านบาท จนเสื้อช็อปบริษัทกลายเป็น “ชุดเก่งสำหรับนัดบอด”

ในยุคตื่นทองของเทคโนโลยี AI หลายคนอาจมองว่า Nvidia คือผู้ร่ำรวยจากการขายพลั่วขุดทอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว บรรดาผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับทำพลั่วต่างหากที่กำลังกอบโกยรายได้อย่างมหาศาล ล่าสุด SK Hynix ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ ประกาศแบ่งกำไรสะพัดถึง 10% ให้กับพนักงาน ส่งผลให้พนักงานแต่ละคนเตรียมรับเงินโบนัสเฉลี่ยสูงถึง 600 ล้านวอน (ประมาณ 12.6 ล้านบาท) ในปีนี้ และอาจถึง 700 ล้านวอนหรือ 16 ล้านบาทในงบปี 2026 จนทำให้เสื้อแจ็กเก็ตของบริษัทกลายเป็นไอเทมฮอตในตลาดมือสอง และถูกขนานนามว่าเป็น “ชุดเก่งสำหรับใส่ไปนัดบอด”

กระแสความคลั่งไคล้ดังกล่าวถูกนำไปล้อเลียนในรายการชื่อดังอย่าง SNL Korea ผ่านฉากที่ลูกค้าแต่งตัวซอกแซกเดินเข้าไปในร้านค้าหรูและถูกพนักงานเมินใส่ แต่ทันทีที่เขาถอดเสื้อตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อกั๊กที่มีตราโลโก้ SK Hynix ท่าทีของพนักงานก็เปลี่ยนไปแบบ 180 องศา พร้อมกับคำสรรเสริญว่า “ท่านเทพ Hynix” ซึ่งนี่เป็นเพียงหนึ่งในประเด็นมีมที่กำลังระบาดไปทั่วเกาหลีใต้ในปัจจุบัน

วัฏจักรซูเปอร์ไซเคิลเซมิคอนดักเตอร์ ดันกำไรโต 5 เท่า

แรงขับเคลื่อนจากความต้องการเทคโนโลยี AI อย่างมหาศาล ส่งผลให้อุตสาหกรรมชิปเข้าสู่ช่วง “ซูเปอร์ไซเคิล” (Semiconductor Supercycle) อย่างเต็มตัว โดย SK Hynix ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิป DRAM และ NAND รายงานผลกำไรสุทธิในไตรมาสแรกเติบโตขึ้นถึง 5 เท่า แตะระดับ 40.34 ล้านล้านวอน (ประมาณ 8.47 แสนล้านบาท) เมื่อเปรียบเทียบกับ Nvidia ซึ่งเป็นเจ้าตลาดชิปเร่งความเร็ว AI (AI Accelerators) มีกำไรสุทธิในไตรมาสเดียวกันอยู่ที่ประมาณ 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากการที่ SK Hynix จัดสรรกำไรจากการดำเนินงาน 10% มาเป็นเงินโบนัสสำหรับพนักงาน คาดว่ามูลค่าพูลโบนัสรวมในปีนี้จะสูงถึง 25 ล้านล้านวอน (ประมาณ 5.25 แสนล้านบาท) ซึ่งเมื่อคำนวณเฉลี่ยแล้ว พนักงานจะได้รับเงินอัดฉีดรายบุคคลสูงถึงประมาณ 600 ล้านวอน (ประมาณ 12.6 ล้านบาท)

จากข้อมูลของ Numbeo ระบุว่า รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของประชากรในกรุงโซลอยู่ที่ราว ๆ 4.3 ล้านวอน (ประมาณ 90,300 บาท) การจ่ายโบนัสที่สูงลิ่วเกินมาตรฐานนี้จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่เคยมีมาก่อน อาทิ:

  • แชมป์ในตลาดหาคู่: สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า ปัจจุบันวิศวกรของ SK Hynix ถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของแพลตฟอร์มหาคู่และนัดบอด แซงหน้าอาชีพยอดนิยมในอดีตอย่างแพทย์หรือทนายความไปแล้ว

  • ภาระที่ตามมา: สำนักข่าว The Chosun Daily ระบุว่า แม้วิศวกรจะเป็นที่ต้องการในตลาดแต่งงาน แต่ก็นำมาซึ่งความกดดันสำหรับพนักงานที่แต่งงานแล้ว เนื่องจากพวกเขาไม่กล้าใช้สิทธิ์ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร (Child Leave) เพราะการหยุดงานหมายถึงการต้องสูญเสียรายได้และโบนัสก้อนโตไป

  • แจ็กเก็ตบริษัทกลายเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะ: สำนักข่าว The Korea Herald รายงานว่า เสื้อแจ็กเก็ตมือสองของ SK Hynix ถูกนำมาวางขายในตลาดออนไลน์ในราคาต่ำกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,000 บาท) พร้อมคำโฆษณาว่าเป็น “ชุดเก่งสำหรับใส่นัดบอดเพื่อความสำเร็จ” ซึ่งดึงดูดผู้เข้าชมหลักหมื่นครั้งและกลายเป็นไวรัล

ฝั่ง Samsung เอาบ้าง บีบขอโบนัสเท่าเทียม

ความฟู่ฟ่าของ SK Hynix ส่งผลให้พนักงานของคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Samsung Electronics เกิดความเคลื่อนไหว โดยรายงานจาก CW Trend Report ระบุว่า สหภาพแรงงานของ Samsung ได้ยื่นข้อเรียกร้องขอโบนัสในอัตรา 15% ของกำไรจากการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งคิดเป็นเงินราว 600 ล้านวอน (ประมาณ 12.6 ล้านบาท) ต่อคนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ประธานบริษัท Samsung ได้ออกมาแถลงว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวนั้น “เกินกว่าเหตุ”

ปัจจุบันสามยักษ์ใหญ่ผู้ครองตลาดชิปหน่วยความจำโลก ได้แก่ Samsung, SK Hynix และ Micron ต่างได้รับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากราคาชิป RAM และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และระบบประมวลผล AI

ข้อกังวลในระยะยาวและการคาดการณ์ตลาด

แม้ว่าผลตอบแทนของพนักงานและผู้ถือหุ้นจะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ก็เริ่มมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และคำเตือนจากสื่อท้องถิ่นอย่าง SeDaily ว่า บริษัทต่าง ๆ อาจจะให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรมากเกินไป จนละเลยการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (CAPEX) และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการสร้างความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต เช่น การขยายโรงงานผลิตชิป (Fabs) และการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตลาดยังคงเป็นใจให้กับผู้ผลิตต่อไป โดยบริษัทวิจัยระดับโลกอย่าง TrendForce คาดการณ์ว่า ราคาชิป DRAM ในปี 2026 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีกกว่า 70% ซึ่งแนวโน้มการขาดแคลนสินค้าและราคาที่ทะยานสูงขึ้นนี้ จะยังคงดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่งอย่างแน่นอน

ที่มา: Bloomberg / Reuters  QZ

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้