BYD จะโค่น Toyota ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้จริงหรือ? เจาะลึกกลยุทธ์ “โหมดทำลายล้าง” ปี 2026

BYD จะโค่น Toyota ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้จริงหรือ? เจาะลึกกลยุทธ์ “โหมดทำลายล้าง” ปี 2026
Spread the love
Advertisement Advertisement

BYD จะโค่น Toyota ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้จริงหรือ? เจาะลึกกลยุทธ์ “โหมดทำลายล้าง” ปี 2026

หากมีคนบอกว่าในอนาคตจะมีค่ายรถยนต์ที่ก้าวขึ้นมาแทนที่ Toyota และขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของโลกในด้านยอดขาย คุณคิดว่าเป็นใคร? หลายคนอาจจะเริ่มมองไปที่ BYD (บีวายดี) ยักษ์ใหญ่จากจีน แม้ว่ารายงานผลประกอบการปี 2025 ที่เพิ่งประกาศออกมาจะดูไม่สดใสนัก ด้วยรายได้ที่เติบโตเพียง 3.5% และกำไรสุทธิที่ร่วงลงถึง 19% ท่ามกลางสงครามราคาที่ดุเดือด แต่ทำไมเหล่านักวิเคราะห์ระดับโลกถึงยังเชื่อว่า BYD คือ “ว่าที่แชมป์โลก” คนต่อไป?

ปัจจุบัน BYD ยังห่างชั้นกับ Toyota แค่ไหน?

หากดูเพียงตัวเลขปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า BYD ยังตามหลังพี่ใหญ่จากญี่ปุ่นอยู่หลายช่วงตัวครับ:

  • ยอดขายในปี 2025:
    • Toyota: 11.3 ล้านคัน (แชมป์โลก 6 ปีซ้อน)
    • BYD: 4.6 ล้านคัน (มียอดขายเพียง 40% ของ Toyota เท่านั้น)
  • กำไรสุทธิ:
    • Toyota: กำไร 3 ไตรมาสแรก (คำนวณเป็นหยวน) อยู่ที่ประมาณ 1.4 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 662,760 ล้านบาท
    • BYD: กำไรสุทธิทั้งปีอยู่ที่ 3.38 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 159,990 ล้านบาท

สรุปสั้นๆ คือ Toyota ทำกำไรเพียงปีเดียว เท่ากับ BYD ต้องขายรถถึง 6 ปีรวมกันถึงจะไล่ทัน นี่คือช่องว่างที่มหาศาลครับ

กางแผน “3 ไม้ตาย” ที่จะเริ่มเห็นผลในปี 2026

แม้ปัจจุบันจะตามหลัง แต่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่กลับมองต่าง Goldman Sachs คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ยอดขายต่างประเทศของ BYD จะแตะ 3.5 ล้านคัน ขณะที่ JP Morgan มองบวกกว่านั้น โดยคาดว่ายอดขาย 3.5 ล้านคันจะเกิดขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า และในปี 2030 BYD จะขายรถได้ถึง 7 ล้านคันต่อปี! นี่คือเหตุผลครับ:

ไม้ตายที่ 1: การระเบิดของเทคโนโลยี (Tech Explosion)

BYD ไม่ใช่แค่บริษัทผลิตรถยนต์ แต่คือบริษัทเทคโนโลยีที่บ้าคลั่งการวิจัยและพัฒนา:

  • งบ R&D มหาศาล: ในปี 2025 BYD ทุ่มงบวิจัยถึง 6.34 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 300,130 ล้านบาท) ซึ่งสูงกว่า Tesla ที่ใช้งบประมาณ 208,300 ล้านบาท ถึงเกือบหนึ่งแสนล้านบาท!
  • Mega-watt Flash Charge: เทคโนโลยีชาร์จเร็วระดับเมกะวัตต์ที่จะลบจุดอ่อนรถ EV “ชาร์จ 5 นาทีวิ่งต่อได้, 9 นาทีเต็มถัง” ทำให้การรอชาร์จไฟไม่ต่างจากการเข้าปั๊มน้ำมันอีกต่อไป

ไม้ตายที่ 2: การอัปเกรดแบรนด์สู่ระดับหรู (Premiumization)

BYD แก้ภาพลักษณ์ “รถขับ Grab” ด้วยการส่งแบรนด์ Fang Cheng Bao, Denza และ Yangwang สู่ตลาด โดยชูเทคโนโลยีอย่างระบบช่วงล่าง DiSus และระบบขับเคลื่อน e4 ทำให้สัดส่วนยอดขายรถระดับพรีเมียมเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 10% เป็นเกือบ 30% ในปีเดียว

Advertisement Advertisement

ไม้ตายที่ 3: การบุกตลาดโลก (Global Expansion)

กำไรที่แท้จริงอยู่ที่ต่างประเทศ! JP Morgan ประเมินว่า:

  • ขายรถในจีน 1 คัน BYD ได้กำไร 6,000 หยวน (ประมาณ 28,404 บาท)
  • ขายรถต่างประเทศ 1 คัน BYD ได้กำไรสูงถึง 20,000 หยวน (ประมาณ 94,680 บาท)

กำไรจากต่างประเทศสูงกว่าในบ้านเกิดถึง 3 เท่า! หากแผนการส่งออก 1.5 ล้านคันในปี 2026 สำเร็จ กำไรของ BYD จะพุ่งทะยานแบบก้าวกระโดด

2026 ปีแห่งการสร้าง “มาตรฐานใหม่” ของโลก

หัวใจสำคัญของปี 2026 คือการสร้าง **สถานีชาร์จเมกะวัตต์ (Mega-watt Flash Charging Stations)** จำนวน 20,000 แห่งทั่วจีน และเริ่มขยายไปยังยุโรป หาก BYD สามารถทำให้เทคโนโลยีชาร์จเร็วของตนกลายเป็น “มาตรฐานโลก” ได้สำเร็จ มันจะเป็นปราการด่านสำคัญ (Moat) ที่คู่แข่งจะก้าวข้ามได้ยากมาก

บทสรุป: วันนี้ BYD อาจยังตามหลัง Toyota อยู่ในเชิงปริมาณและกำไร แต่เทคโนโลยีที่กำลังระเบิด การอัปเกรดแบรนด์ และการบุกตลาดโลก กำลังค่อยๆ เติมเต็ม “คูเมือง” ที่ Toyota สร้างไว้ตลอด 70 ปีให้เต็มลง

คุณคิดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ BYD จะสามารถก้าวข้ามยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota และกลายเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้จริงหรือไม่? หรือ Toyota จะมีไม้ตายลับมาแก้เกมนี้?

มีอะไรดี ? BYD : Blade Battery เจน 2 : วิ่งได้ 1,000 กม./ชาร์จ ชาร์จ 10-97% 9 นาที เบลด แบตเตอรี่ โฉมใหม่

10 แบรนด์รถยนต์ยอดขายสูงสุดในโลก ประจำปี 2025 TOYOTA ยังนำที่ 1 VW อันดับ 2

รถยนต์ขายดีที่สุดของโลก ปี 2025 จำนวน 100 รุ่น จะมีรุ่นอะไรบ้าง วิเคราะห์เชิงลึก ใครคือผู้ชนะตัวจริงของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

Cr AUTOHOME

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้