วิเคราะห์ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไทย ปี 2025 (ม.ค.–ธ.ค. 2568) ญี่ปุ่นยังครองตลาด แต่จีนก้าวขึ้นเป็นขั้วที่สองอย่างเต็มตัว

วิเคราะห์ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไทย ปี 2025 (ม.ค.–ธ.ค. 2568) ญี่ปุ่นยังครองตลาด แต่จีนก้าวขึ้นเป็นขั้วที่สองอย่างเต็มตัว
Spread the love
Advertisement Advertisement
วิเคราะห์ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไทย ปี 2025 (ม.ค.–ธ.ค. 2568) ญี่ปุ่นยังครองตลาด แต่จีนก้าวขึ้นเป็นขั้วที่สองอย่างเต็มตัว

วิเคราะห์ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไทย ปี 2025 (ม.ค.–ธ.ค. 2568) ญี่ปุ่นยังครองตลาด แต่จีนก้าวขึ้นเป็นขั้วที่สองอย่างเต็มตัว

ตลาดรถยนต์ไทย ปี 2025 มียอดจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 604,755 คัน แม้ภาพรวมยังไม่ฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือ “โครงสร้างการแข่งขัน” โดยเฉพาะการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบรนด์จากจีนที่เริ่มมีบทบาทกำหนดเกมตลาดมากขึ้นอย่างชัดเจน

ภาพรวมตลาด กระจุกตัวสูง และ Toyota ยังเป็นเสาหลัก

แบรนด์ที่มียอดจดทะเบียนสูงสุดยังคงเป็น Toyota ด้วยยอด 227,051 คัน คิดเป็นประมาณ 37.5% ของตลาดรถยนต์ไทยทั้งหมด ตามมาด้วย Honda (71,512 คัน) และ Isuzu (65,363 คัน) ทำให้ 3 แบรนด์จากญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งรวมกันมากกว่า 60% ของตลาด โครงสร้างลักษณะนี้สะท้อนว่า ตลาดไทยยังคง “หนักหัว” คือยอดกระจุกอยู่กับแบรนด์ใหญ่ไม่กี่ราย โดยเฉพาะกลุ่มรถใช้งานจริง เช่น รถกระบะ รถครอบครัว และรถตลาด

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าและแบรนด์ใหม่ ทำให้ส่วนแบ่งของแบรนด์เดิมเริ่มถูกกัดกินในบางเซกเมนต์ โดยเฉพาะกลุ่ม SUV และรถครอบครัวขนาดกลาง

จีนก้าวขึ้นเป็นขั้วที่สองของตลาดรถยนต์ไทย

หากรวมแบรนด์จากจีนและจีนร่วมทุนทั้งหมด จะพบว่ายอดจดทะเบียนรวมอยู่ที่ราว 133,000 คัน หรือคิดเป็นมากกว่า 22% ของตลาดทั้งประเทศ แบรนด์จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นรายย่อยอีกต่อไป แต่กลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อราคา ออปชัน และรูปแบบการแข่งขันในตลาดอย่างแท้จริง

ผู้นำฝั่งจีนคือ BYD ซึ่งทำยอดได้มากกว่า 41,000 คัน ตามมาด้วย MG, GWM และ GAC AION ที่มียอดระดับหลักหมื่นต่อปี แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างยอดขายแบบยืนระยะ ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น

จุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ OMODA และ JAECOO ซึ่งทำยอดรวมกว่า 10,000 คันในปีเดียว ทั้งที่เพิ่งเริ่มทำตลาดอย่างจริงจัง และมียอดใกล้เคียงกับแบรนด์ยุโรประดับพรีเมียมบางราย

EV ในไทย จาก “ทางเลือก” สู่ “สนามรบหลัก”

เมื่อพิจารณาเฉพาะแบรนด์ที่เน้นรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก จะพบว่ายอดรวมคิดเป็นเกือบ 16% ของตลาดรถยนต์ไทยทั้งหมดในปี 2025 ตัวเลขนี้สะท้อนว่า รถยนต์ไฟฟ้าในไทยได้ก้าวข้ามช่วงทดลองตลาด และเข้าสู่ช่วงแข่งขันจริง โดยการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ EV กับรถน้ำมัน แต่เป็น EV แข่งขันกันเอง โดยเฉพาะในกลุ่มแบรนด์จีน

ผลที่ตามมาคือการแข่งขันด้านราคา แคมเปญส่งเสริมการขาย ระยะรับประกันแบตเตอรี่ และออปชันความปลอดภัยที่ดุเดือดมากขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกัน Tesla ซึ่งเคยเป็นผู้นำเชิงภาพลักษณ์ในตลาด EV ไทย มียอดจดทะเบียนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4,900 คัน สะท้อนแรงกดดันจาก EV จีนที่เข้ามาทับซ้อนฐานลูกค้าโดยตรง

ตลาดพรีเมียม เทคโนโลยีเริ่มสำคัญกว่าภาพลักษณ์

กลุ่มรถยนต์พรีเมียมยังคงมียอดรวมต่อปีระดับหลักหมื่น โดย BMW และ Mercedes-Benz เป็นผู้นำตลาดในกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ระบบไฟฟ้า และระบบช่วยขับ มากกว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์เพียงอย่างเดียว การเข้ามาของรถไฟฟ้าพรีเมียมจากจีน ทำให้ตลาดพรีเมียมเริ่มถูกท้าทายในมิติ “ความคุ้มค่า” ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างตลาดในระยะกลาง

แบรนด์ญี่ปุ่นระดับกลาง: โจทย์คือการปรับตัว

แบรนด์ญี่ปุ่นบางราย เช่น Nissan, Mazda และ Suzuki มียอดจดทะเบียนอยู่ในระดับหลักพันถึงหลักหมื่นต้น ๆ ซึ่งสะท้อนว่าแบรนด์ยังมีฐานลูกค้า แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากแบรนด์จีนที่ให้เทคโนโลยีและออปชันในราคาที่แข่งขันได้มากกว่า

โจทย์สำคัญของกลุ่มนี้คือการกำหนดตำแหน่งสินค้าใหม่ ว่าจะเน้นความทนทาน เทคโนโลยีไฮบริด หรือความคุ้มค่า เพื่อรักษาพื้นที่ในตลาด

บทสรุป: ตลาดรถยนต์ไทยเข้าสู่ยุค Multi-Polar Brand

ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไทยปี 2025 ชี้ชัดว่า ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่มี “เจ้าตลาดรายเดียว” ไปสู่ยุคที่มีหลายขั้วอำนาจ

  • ญี่ปุ่นยังเป็นแกนหลักของตลาด
  • จีนก้าวขึ้นเป็นขั้วที่สองอย่างเต็มตัว
  • EV และ PHEV จะเป็นสนามรบหลักในปี 2026
  • การแข่งขันจะวัดกันที่ความเร็วในการปรับตัว มากกว่าชื่อเสียงของแบรนด์

ปี 2025 คือจุดเปลี่ยนของตลาดรถยนต์ไทย และปี 2026 จะเป็นปีที่การแข่งขันรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

Advertisement Advertisement

ยอดจดทะเบียนรถยนต์ในไทย ปี 2025 (มกราคม – ธันวาคม 2568) รวมประมาณ 604,755 คัน

  1. TOYOTA – 227,051

  2. HONDA – 71,512

  3. ISUZU – 65,363

  4. BYD – 41,570

  5. MITSUBISHI – 26,798

  6. MG – 24,453

  7. FORD – 20,349

  8. GWM – 14,264

  9. GAC AION – 13,874

  10. OMODA และ JAECOO – 10,613
  11. BMW – 10,611

  12. NISSAN – 9,044

  13. DEEPAL – 8,459

  14. MERCEDES-BENZ – 8,376

  15. MAZDA – 7,769

  16. SUZUKI – 5,389

  17. TESLA – 4,949

  18. NETA – 3,256

  19. CHANGAN – 3,252

  20. DENZA – 3,096

  21. XPENG – 2,783

  22. ZEEKR – 2,668

  23. VOLVO – 2,652

  24. HYUNDAI – 2,508

  25. KIA – 1,889

  26. PORSCHE – 1,826

  27. MINI – 1,665

  28. GEELY – 1,608

  29. LEXUS – 889

  30. WULING – 777

  31. AUDI – 766

  32. CHERY – 749

  33. AVATR – 694

  34. RIDDARA – 687

  35. SUBARU – 570

  36. TATA – 200

  37. FOTON – 193

  38. HINO – 178

  39. LAND ROVER – 132

  40. LEAPMOTOR – 124

  41. PEUGEOT – 117

  42. LOTUS – 109

  43. DAIHATSU – 84

  44. VOLKSWAGEN – 75

  45. JAC – 71

  46. LAMBORGHINI – 55

  47. FERRARI – 53

  48. MASERATI – 53

  49. BENTLEY – 47

  50. JUNEYAO – 45

  51. UD TRUCKS – 44

  52. KING LONG – 41

  53. JEEP – 38

  54. CHEVROLET – 28

  55. ROLLS-ROYCE – 27

  56. VOLT – 20

  57. ASTON MARTIN – 14

  58. BENTLEY – 12

  59. SERES – 10

  60. DFSK – 10

  61. MCLARENS – 4

  62. FOMM – 3

  63. JAGUAR – 3

  64. ALPINE – 2

  65. GMC – 3

  66. POCCO – 2

  67. XIAOMI – 2

สรุปภาพรวมทั้งตลาด (เรียงตามขนาด)

กลุ่มแบรนด์ ยอด (คัน) ส่วนแบ่ง
ญี่ปุ่น 414,647 ≈ 68.6%
จีน / จีนร่วมทุน 133,297 ≈ 22.0%
ยุโรป 26,599 ≈ 4.4%
อเมริกา 25,367 ≈ 4.2%
เกาหลีใต้ 4,397 ≈ 0.7%
รวมทั้งหมด 604,755 100%

เครดิตข้อมูล Autolifethailand

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้